• Font size:
  • Decrease
  • Reset
  • Increase

ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว: 11/07440

บทความสาระน่ารู้

บทความสาระน่ารู้ (15)

HOW TO ENJOY ONSEN

•ออนเซ็น• (ONSEN)

•วัฒนธรรมการอาบน้ำแร่ แช่บ่อน้ำร้อน ออนเซ็น•

เป็นหนึ่งในที่ท่องเที่ยว ที่ควรสัมผัสซักครั้งเมื่อเดินทางไปญี่ปุ่น
แต่ควรทำให้ถูกต้องตามมารยาท ไม่เสียมารยาท ต่อผู้ร่วมใช้บ่ออาบน้ำคนอื่น

•ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ “ออนเซ็น”•

ญี่ปุ่นเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ ทำให้บ่อน้ำร้อนตามธรรมชาตินั้นมีอยู่ทั่วไป และ
ถูกใช้อย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ยุคโบราณ สืบย้อนไปได้ตั้งแต่ช่วงท้ายศตวรรตที่ 7 (ราว 1,400 ปีก่อน)
บ่อน้ำร้อนต้องมีอุณหภูมิสูงกว่า 25องศาเซลเซียส และมีแร่ธาตุต่างๆผสมอยู่ไม่ต่ำกว่า 19 ชนิด
คุณสมบัติของการแช่ออนเซ็น ทำให้ร่างกายผ่อนคลายหายเหนื่อยล้า และ ทำให้สุขภาพดี
แร่ธาตุต่างๆในน้ำจะซึมเข้าสู่ผิวหนัง ให้ประโยชน์ทางการแพทย์ต่อร่างกาย

•ขั้นตอนในการแช่บ่อน้ำร้อนออนเซ็น•

1. อาบน้ำล้างตัวก่อนลงแช่ในบ่อน้ำร้อนออนเซ็นเสมอ
โปรดนั่งบนเก้าอี้และชำระร่างกายให้สะอาดในบริเวณอาบน้ำ
มิฉะนั้นคุณอาจทำให้ผู้ร่วมใช้บ่อน้ำร้อนคนอื่นไม่พอใจได้ หากคุณไม่อาบน้ำมาก่อน

2. ชำระร่างกายด้วยน้ำร้อน (Kakeyu)
การชำระร่างกายด้วยน้ำร้อน เป็นเหมือนการเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับ ออนเซ็น
ให้ร่างกายปรับตัวให้ชินกับน้ำร้อน การราดน้ำร้อนควรเริ่มจากมือและปลายเท้า >
ขึ้นมาสู่แขนและขา > ตามด้วยบนตัว > และศีรษะตามลำดับ
การทำให้ศีรษะเปียกก่อนเข้าสู่ห้องอาบน้ำร้อนถือเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว

3. แช่น้ำร้อนครึ่งตัว (Hanshin-yoku)
เริ่มแช่ตัวลงในน้ำร้อนเพียงครึ่งตัวถึงแค่ระดับเอวก่อน แนะนำให้ปฏิบัติแบบนี้
*โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านหัวใจและปอด ระหว่างแช่ให้ผ่อนคลาย
โปรดงดใช้เสียงขณะแช่ในบ่อน้ำร้อนออนเซ็น

4. แช่น้ำร้อนจนถึงระดับไหล่ (Zenshin-yoku)
แช่ตัวลงในน้ำจนถึงระดับไหล่ คุณสามารถพิงศีรษะกับขอบบ่อน้ำร้อน
แล้วปล่อยให้ร่างกายลอยอยู่ในน้ำได้ นอกจากนี้การเคลื่อนไหวมือในน้ำ ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีอีกด้วย

5. ออกจากบ่อน้ำร้อนโดยไม่ต้องล้างตัว
เวลาที่เหมาะสมในการแช่บ่อน้ำร้อน คือแช่จนเริ่มมีเหงื่อออกบนหน้าผาก
*การทิ้งแร่ธาตุจากบ่อน้ำร้อนไว้บนร่างกายนั้นดีต่อสุขภาพ*
การไม่ล้างตัวทำให้คุณไม่ต้องสัมผัสน้ำเย็นอีกรอบ แต่หากใครมีผิวที่อ่อนไหวง่ายก็สามารถล้างตัวอีกครั้งได้

•ข้อควรระวังในแช่ออนเซ็น•

-สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
ควรระมัดระวังการแช่ออนเซ็นเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้
-ห้ามแช่ออนเซ็นหลังจากทานอาหารอิ่มหรือดื่มของมึนเมาเช่นสุรา เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำอาจทำให้หน้ามืดหรือหมดสติได้
-ห้ามแช่ออนเซ็นหลังการออกกำลังกาย เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนัก ควรพักก่อน 30 นาที
-หากมีไข้ห้ามแช่ออนเซ็น
-ไม่ควรแช่ออนเซ็นเพียงลำพัง เพื่อป้องกันการเกิดดกรณีฉุกเฉินและไม่มีคนช่วยเหลือ
-ไม่ควรแช่ออนเซ็นหลังกินอาหารทันที ควรเว้นระยะประมาณ 30-60 นาที
-ไม่ควรแช่ออนเซ็นเป็นเวลานานหรือหลายรอบเกินไป (ไม่ควรเกิน 3 ครั้ง) เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย
-ไม่ควรอาบน้ำหลังจากแช่ออนเซ็น เพราะสมุนไพรในน้ำร้อนจะถูกล้างออกไปด้วย
(ยกเว้นต้องการล้างกลิ่นกำมะถันให้ขึ้นมาล้างตัวก่อนจะลงไปแช่ในบ่อครู่หนึ่งแล้วจึงขึ้นจากบ่อ)

•สิ่งที่ไม่ควรทำในการแช่ออนเซ็น•

-ไม่สวมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายใดๆ ลงในบ่อออนเซ็นรวมถึงชุดว่ายน้ำ (ยกเว้นที่ที่อนุญาต)
-ไม่นำอาหารหรือเครื่องดื่มไปรับประทาน
-ไม่นุ่งผ้าเช็ดตัวหรือผ้าขนหนูลงบ่อออนเซ็น
-ไม่ใช้สบู่หรือแชมพูในขณะแช่ออนเซ็น
-ไม่ส่งเสียงดัง ไม่กระโดดลงบ่อออนเซ็น และ ว่ายน้ำหรือสาดน้ำใส่กัน
-ไม่ควรให้ผมโดนน้ำ หากไว้ผมยาวควรเก็บผมให้เรียบร้อย
-ไม่ควรปรับลดระดับความร้อนของน้ำโดยพลการ
-ห้ามถ่ายภาพ
-ห้ามซักผ้าในสถานที่แช่ออนเซ็น
-หากมีรอยสัก ตามหลักจะไม่สามารถแช่ออนเซ็นได้ (แต่ก็มีบางที่ที่อนุญาต)
(ที่มาสำหรับข้อห้ามนั้นมีอยู่ว่า คนญี่ปุ่นเชื่อว่า “รอยสัก” เป็นเครื่องหมายของ “ยากูซ่า”
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คนญี่ปุ่นทั่วไปไม่ค่อยอยากจะยุ่งเกี่ยว เพราะกลัวว่าบุคคลเหล่านี้จะนำพามาซึ่งอันตราย)

Onsen

กฟกหฟกฟกฟกฟกฟกฟกฟกฟกฟก

 

•ห้องอาบน้ำสาธารณะของญี่ปุ่น•

วัฒนธรรมการแช่น้ำร้อนในห้องอาบน้ำสาธารณะของชาวญี่ปุ่น แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

1. การแช่น้ำแร่ (ออนเซ็น) และ 2. การแช่น้ำธรรมดา (เซ็นโต)

การแช่น้ำแบบนี้ถือเป็นกิจวัตรที่ชาวญี่ปุ่นทำกันมานับพันปีแล้ว
โดยกำเนิดขึ้นที่วัดก่อนเป็นแห่งแรกๆ การอาบน้ำที่วัดในยุคแรกๆ นี้ ยังไม่ได้เป็นการแช่ลงไปในน้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แต่มีรูปแบบที่คล้ายกับการซาวน่าหรือการอบด้วยไอน้ำ ซึ่งถือกันว่าเป็นการชำระล้างร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนเข้าไปในวัด
โดยผู้ที่จะเข้าชำระร่างกายด้วยวิธีนี้ จะเข้าไปเป็นกลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มจะถูกจัดแบ่งไปตามฐานะชนชั้น
ต่อมาการอาบน้ำรวมเช่นนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น
โดยเฉพาะในสมัยเอโดะ ซึ่งเป็นช่วงที่ชนชั้นกลางขยายตัว เกิดโรงอาบน้ำสาธารณะอยู่ทั่วไป
โดยชายหญิงจะแช่น้ำร่วมกันไม่มีการแบ่งแยกเพศและชนชั้น แต่ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมตะวันตกแบบวิคตอเรียแพร่หลายเข้าสู่ญี่ปุ่น
เมื่อราว 100 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในการจัดแบ่งสถานะทางเพศอย่างชัดเจน ทำให้โรงอาบน้ำสาธารณะของญี่ปุ่น
จำต้องจัดแบ่งห้องอาบน้ำชายหญิงออกจากกัน สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ชาวญี่ปุ่นไม่มีห้องแช่น้ำในบ้านตนเองหรืออย่างไร
จึงต้องมาแช่น้ำในโรงอาบน้ำสาธารณะ คำตอบก็คือ เดิมทีการแช่น้ำร้อน จะต้องใช้ไฟในการต้มน้ำ แต่ชาวญี่ปุ่นจะระมัดระวังเรื่องฟืนไฟเป็นอย่างมาก
การต้มน้ำในปริมาณมากในบ้าน อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้ ซึงจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากบ้านญี่ปุ่นสร้างด้วยไม้ ติดไฟง่าย
และยังสร้างเป็นกลุ่มติดๆ กัน ดังนั้นหากไฟไหม้ก็จะลุกลามอย่างรวดเร็ว จนอาจเผาผลาญบ้านเรือนหมดทั้งหมู่บ้านก็เป็นได้
ดังนั้นการสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะที่มีระบบการดูแลที่ดี จะปลอดภัยกว่า

หากคุณเป็นนักเดินทางตัวยง นอกจากจะเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อออกเดินทางแล้ว ก็คงจะคุ้นเคยกับการเตรียมเอกสารเข้าประเทศต่าง ๆ ที่เรียกว่า "วีซ่า" แน่นอน และวีซ่าก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งรูปแบบตรายาง สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ต่าง ๆ หรือเป็นเอกสารขนาดเล็กแนบติดมาในหน้าพาสปอร์ต ซึ่งวีซ่าก็คือหลักฐานการที่เราได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศอื่น ๆ นั่นเอง แต่ในบางประเทศก็ได้มีการอนุญาตให้คนไทยเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องทำเรื่องขอ เพียงแค่มีหนังสือเดินทางประเทศไทย หรือพาสปอร์ตเท่านั้น

ประเทศทยกเวนวซา

 แต่ !! ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องขอวีซ่า ก็ใช่ว่าเราเข้าเมืองได้ทันที เพราะประเทศต่าง ๆ จะมีเจ้าหน้าที่หน้าด่านที่มีสิทธิ์ไม่ประทับตราได้ หากเรามีพฤติกรรมที่มีแนวโน้มว่าอาจหลบหนีเข้าเมือง พกอาวุธ ยาเสพติดหรือสิ่งของอื่น ๆ ที่ประเทศนั้น ๆ ห้ามนำเข้า เจ้าหน้าที่ก็สามารถไม่ได้อนุญาตให้เราเข้าประเทศได้นะจ๊ะ

 

คำถามสุดฮิต ที่ทุกบริษัททัวร์ ที่ให้บริการทัวร์ไปเกาหลีจะต้องเจอ นั่นก็คือ !!

หนูจะถูกตม.เกาหลี ส่งกลับประเทศไหมคะ ??

แล้วทางบริษัททัวร์จะรับรองการเดินทางให้หรือเปล่า ??

ต้องบอกก่อนว่า เหตุผลที่ ตม.เกาหลีใต้ เค้าเข้มมวดกับคนไทยค่อนข้างมาก ในการเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้

นั่นก็เพราะว่ามีคนไทยจำนวนไม่ต้องไป 'สร้างชื่อเสีย' หลบหนีเข้าประเทศเขาเป็นจำนวนมาก โดยตามปกติแล้วคนไทย ที่ถือพาสปอร์ตไทย สามารถพำนักในประเทศเกาหลีใต้ได้นานถึง 90 วันเลยทีเดียว จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม ตม.เกาหลีใต้ ถึงต้องเข้มงวด และอาจมีคำถามมากมายกับคนไทยที่เพิ่งเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกครับ

 

สิ่งสำคัญที่เราจะต้องเตรียมตัว ก่อนการเดินทาง นั่นก็คือ

1. หลักฐานการทำงานของเรา กรณีเป็นข้าราชการ หรือ พนักงานเอกชน สามารถแสดงบัตรประจำตัวพนักงานได้ (ถ้ามีภาษาอังกฤษอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่เลยครับ) แต่ถ้ามีการลางานมา และซี้กับหัวหน้างานหรือเจ้านาย จะขอใบรับรองการทำงานเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษติดตัวไว้ก็ได้ครับ เผื่อเค้าจะขอดู (แต่บางทีอาจจะไม่ขอดูก็ได้) แต่ขั้นพื้นฐาน สิ่งที่ควรมีก็คือ นามบัตร ครับ ... รวมถึง ผู้ที่ประกอบอาชีพทำธุรกิจส่วนตัวด้วย เตรียมนามบัตรไว้ก็ดีครับ ถ้าประกอบอาชีพ Freelance เตรียมตามบัตร หรือรูปถ่ายตอนที่ทำงานไว้ก็ดี เพราะบางทีเค้าจะต้องถามแน่ๆ ว่า คุณทำอาชีพอะไร ??

2. ใบจองโรงแรม/เอกสารการนำเที่ยว/ตั๋วเครื่องบินขากลับ ของพวกนี้ ทางบริษัททัวร์เตรียมไว้ให้หมดแล้ว ก็แค่แสดงให้เค้าดูว่า ฉันซื้อทัวร์มา ฉันมากับทัวร์

3. การแต่งกาย ควรแต่งกายให้ดูเป็นนักท่องเที่ยว คุณผู้หญิงก็ไม่ควรเปรี้ยวจี๊ด แต่งหน้าจัด หรือนุ่งน้อยห่มน้อยจนเกินงาม มิฉะนั้นอาจได้ไปคุยต่อในห้องเย็นได้ ส่วนคุณผู้ชาย ก็แต่งตัวตามปกติ พยายามแต่งให้ดูเป็นนักท่องเที่ยวมากที่สุด เช่นเอากล้องห้อยคอ ใส่เสื้อกันหนาวตามปกติ สวมรองเท้าผ้าใบ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ

เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินเกาหลี ก็สบายๆ ครับอย่าได้เครียด

 

เมื่อถึง เคาน์เตอร์ ตม. ก็เตรียมพร้อม ถ้ามาด้วยกันก็พยายามเกาะกลุ่มกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ หากมีคนที่พูดได้ กรุยทางไปก่อน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เช่น ลูกหลาน พาอาม่าอาซิ้มคุณป้า ไปเที่ยว ถ้าคิดว่า อาม่าอาซิ่ม พูดภาษาอังกฤษไม่กระดิกเลย ลูกหลานควรต้องไป "เคลียรทาง" ก่อนครับ บอกว่ามาเที่ยวกับอาม่าอาซิ่ม อาม่าพูดอังกฤษไม่ได้เลย เค้าจะได้ไม่ถามอาม่าครับ !!

2015-08-28 175434

สิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติ เมื่อเจอหน้า ตม.เกาหลี ก็คือ
1. ยื่น Arrival Card (ใบผ่านเข้าเมืองที่ได้รับจากแอร์ฯบนเครื่องบิน)และพาสสปอต ให้กับเจ้าหน้าที่ (ควรยิ้มและสบตา อย่าหลบสายตา อย่าหลุกหลิก และอย่าทำตัวมีพิรุธค่ะ)มองตาเค้าไว้ ไม่ต้องหลบสายตาเขาเหมือนเราทำอะไรผิดครับ
2. เมื่อเจ้าหน้าเช็คพาสสปอต และเอกสารแล้วนั้น จะหันมาบอกให้เราวางนิ้วมือลงบนเครื่องเพื่อแสกนลายนิ้วมือค่ะ (นิ้วชี้ทั้งสองข้าง) ซึ่งตั้งแต่มกราคม ปี 2012 เป็นต้นมา ทางด่านตม.เกาหลี ก็ได้นำวิธีการแสกนลายนิ้วมือนี้มาใช้ สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุ 17 ขึ้นไป ที่ต้องการเข้าไปยังประเทศเกาหลีค่ะ
3.จากนั้น เจ้าหน้าที่ตม.จะให้เรามองมายังกล้องเพื่อทำการถ่ายภาพใบหน้า ซึ่งจะต้องไม่สวมแว่น ไม่สวมหมวก และไม่คุยโทรศัพท์มือถือ
4. เค้าถามเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีมา ถ้าเราไม่เข้าใจก็ขอ again please เค้าได้นะครับ แต่ส่วนใหญ่คำถามก็จะเป็นคำถามพื้นๆ อาทิเช่น ยูมากี่วัน? มากับใคร? จะไปที่ไหนบ้าง? กลับเมื่อไหร่? ทำอาชีพอะไร? ซึ่งถ้าเค้าขอดูเอกสาร เราก็ค่อยเปิดเอกสารที่เราเตรียมมาให้เค้าดู ก็เท่านั้นเองครับ
5. หลักสำคัญก็คือ ถามมาก็ตอบไป ตอบแบบฉะฉาน ไม่ต้องกลัวเรื่องไวยากรณ์และไม่ต้องอายครับ ถ้าเกิดอาการอึกอักๆ หรือโลเล ลังเลใจ ไม่กล้าคุย อันนี้หล่ะครับ ปากประตูห้องเย็นกำลังจะเปิดแล้ววววววว

ง่ายๆ สบตาเจ้าหน้าที่ จริงใจ ตอบคำถามได้ ไม่มีอะไรต้องกลัว แสดงเจตนาที่บริสุทธิ์ของเราออกไปครับ
ว่า เรามาเที่ยว เรามีงานมีการ มีธุรกิจต้องทำ ยังไงฉันก็ต้องกลับประเทศอยู่แล้ว ให้เขาเชื่อว่า ยังไงเราก็กลับแน่นอนครับ

 

 

 

 

Image

จัดกระเป๋าเดินทางแต่ละที คิดไม่ตก ไอ้นู่นก็ต้องพก ไอ้นี่มีไว้ก็อุ่นใจ

อะไรก็ขาดไม่ได้ไปซะหมด ยัดกันจนซิปปริ ลอง วิธีจัดกระเป๋าเดินทาง ขั้นเทพ !!

 

1. ตรวจสอบสภาพภูมิอากาศสถานที่ ๆ เราจะไปท่องเที่ยว
วันที่เราจะไปฝนตกหรือไม่ ? ถ้ามีแนวโน้มว่าจะตก ควรพกเสื้อกันฝนหรือเสื้อผ้าที่ไม่อมน้ำหรือแห้งไวค่ะ
2. วางแผนในการแต่งตัวในแต่ละวัน (สำคัญมาก)
สถานที่ ๆ จะไปควรจะแต่งตัวแบบไหน? ควรเตรียมเสื้อนอกไปหรือไม่? แต่งชุดสีแบบไหนถึงจะถ่ายรูปออกมาแล้วดูเก๋? หากเราวางแผนการแต่งตัวเป็นอย่างดีแล้ว เราจะทราบจำนวนเสื้อผ้าที่เราต้องเตรียมไป และสามารถเผื่อพื้นที่สำหรับแพ๊คของช้อปปิ้งในวันเดินทางกลับได้ด้วยค่ะ :)
3. หนักบน เบาล่าง – กางเกงตัวเดียวเข้ากับเสื้อได้สารพัด แต่ถ้าต้องมีเปียก มีเลอะ เผื่อชุดที่ต้องเปรอะติดไปด้วย หรือ ถ้าต้องพกชุดสวย-หล่อ ใส่งานเลี้ยงตอนเย็น ก็ควรเป็นชุดที่ผ้าไม่ยับง่าย ถ้าเป็นสูทไม่ควรใส่กระเป๋าอย่างยิ่ง นอกจากจะกินพื้นที่แล้วยังยับไม่มีดีซะด้วย
4. รองเท้าคู่ใจ – เลือกรองเท้าคู่โปรดที่ใส่ได้ทุกสถานการณ์ ลองให้เข้ากับชุด จะใส่กับชุดไหนก็หล่อ-สวย ช่วยประหยัดเนื้อที่ได้เยอะหากไม่ต้องยัดลงไปในกระเป๋า เราสามารถยัดถุงเท้าหรือของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น ๆ ได้ด้วย ! (แต่หาถุงพลาสติกใส่ก่อนด้วยนะคะ)
5. ล้านแปดเครื่องประทินผิว – กรณีสำหรับคนที่ดูแลตัวเองจัด งัดครีมไปทั้งบ้าน ให้ถ่ายครีมเหล่านั้นลงขวดไซส์เล็กสำหรับเดินทาง เดี๋ยวนี้หาซื้อง่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แล้วแพ็ครวมกันใส่กระเป๋าเล็กๆ เพื่อความสะดวกตอนใช้
6. ม้วนดีที่สุด – เปลี่ยนจากการพับ เป็นการม้วนให้เล็กที่สุด วิธีนี้จะช่วยประหยัดพื้นที่ และไม่ทำให้เสื้อผ้ายับยู่ยี่ด้วย
7. เสื้อผ้าที่ต้องการความพิถีพิถันให้ไว้บนสุด เสื้อทางการ, เสื้อที่จะใส่ในพิธีการ หรือเสื้อผ้าอื่น ๆ ให้นำมาไว้ชั้นบนสุดเลยค่ะ เมื่อถึงโรงแรมจะได้หยิบออกมาแขวนที่ราวแขวนได้เลยโดยไม่เสี่ยงต่อการทำยับค่ะ
8. ของที่จำเป็นต้องหยิบเข้า-ออกบ่อย เช่น หนังสือเดินทาง กระเป๋าสตางค์ เอกสารสำคัญ ให้อยู่บนสุดหรืออยู่ตามช่องที่หยิบได้ง่าย
9. จดรายการของที่จำเป็น – โดยคำนึงถึงสถานที่เที่ยวที่จะไป เช่น ถ้าไปแบบสมบุกสมบัน อุปกรณ์บางอย่างอาจมีไม่พร้อมเหมือนนอนโรงแรมทั้งหลาย เช่น ไปป่าหน้าหนาวจะถามหาผ้าห่มจากที่ไหน หรือ ถ้าเข้าป่าแล้วต้องพกน้ำหอม ก็แนะนำให้นอนหอมอยู่ที่บ้าน
10. ชุดชั้นในปิดท้าย เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราสามารถพับได้เล็กที่สุด ช่องไหนเหลือยัดลงไปให้หมดเลยค่ะ :)

 

 

 

 

Page 2 of 2

กด like Fanpage ติดตามโปรโมชั่น

ช่องทางติดต่อ

nexttripholiday77      LINE - nexttrip11      LINE - nexttrip22      LINE - nexttrip33      LINE - nexttrip44      LINE - nexttrip55      LINE - nexttrip66
Shape
YOUTNTAFBTWI

Our Gallery

All Gallery

 

About Us

เน็กซ์ ทริป ฮอลิเดย์ เรามีประสบการณ์ในด้านการทำทัวร์ที่เน้นคุณภาพ ราคาประหยัด  จึงทำให้มีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวนมาก จากหลากหลายช่องทาง ราคาทัวร์ที่ถูกกว่าในท้องตลาดทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปกับเราได้อย่างสุขสบาย  ในเส้นทางเกาหลี  ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  เส้นทางยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

More

รับโปรโมชั่น !!

Terms and Conditions