• Font size:
  • Decrease
  • Reset
  • Increase

ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว: 11/07440

Friday, 02 October 2015 12:11

ท่องเที่ยวฟุกุโอกะ (Fukuoka)

Written by 
Rate this item
(0 votes)

ฟูกุโอกะ (福岡, Fukuoka) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะคิวชู (Kyushu) และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศญี่ปุ่นด้วย


ฟูกุโอกะเป็นเมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่นมานานหลายร้อยปี เพราะว่าตั้งอยู่ใกล้กับเขตแผ่นดินใหญ่ที่สุด (อยู่ใกล้กับเมืองโซลของเกาหลีมากกว่าเกียวโตซะอีก) จึงถูกเลือกเป็นจุดยกพลขึ้นบกของชาวมองโกลที่ต้องการจะมายึดญี่ปุ่นเมื่อประมาณช่วงปี 1300 ด้วยตัวเมืองฟูกุโอกะทุกวันนี้เป็นผลจากการรวมกันของเมืองท่าเก่าชื่อว่า Hakata รวมกับเมืองรอบปราสาทฟูกุโอกะ โดย Hakata ยังคงเป็นชื่อเขตหนึ่งของ ฟูกุโอกะ และยังเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟสายหลักอีกด้วยถึงแม้เมืองนี้จะเป็นเมืองใหญ่และมีความเจริญครบครันก็ตาม แต่ก็ยังมีบรรยากาศที่ดูสบายๆไม่อึดอัดเหมือนกับเมืองอื่นๆของญี่ปุ่น ด้วยระบบการขนส่งที่ดี ถนนหนทางที่กว้างขวาง ความสะอาด ปลอดภัยของเมือง และความเป็นมิตรของผู้คนที่นี่จนทำให้ติดหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดในโลกด้วยของขึ้นชื่อใน ฟูกุโอกะ(Fukuoka) - เกี๊ยวซ่าฮากาตะ- Hakata Gyoza, สตรอเบอรี่ฮากาตะ อะมาโอว – Amaou, หม้อไฟไส้ตุ๋น โมซึนาเบะ - Motsu-Nabe, ฮากาตะราเมง – Hakata Ramen, หม้อไฟมิซึทากิ – Mizutaki, ไข่ปลาเมนไทโกะแสนอร่อย พื้นที่ต่างๆใน ฟูกุโอกะ(Fukuoka) - ตัวเมืองฟูกุโอกะ(Fukuoka city), คิตะคิวชู(Kitakyushu),ดาไซฟุ(Dazaifu)

FUKUOKA 1DAY PASS Map

แผนที่เมืองฟูกุโอกะ (Fukuoka)

สถานที่เที่ยวในฟูกุโอกะ(Fukuoka)มีทั้งหมด 35 ที่ วันนี้เราเอามาแนะนำให้ท่าน 10 สถานเด่นๆเลย
1.พิพิธภัณฑ์ช่องแคบคันม่อน Kaikyo Dramaship

kaikyomuseum01

พิพิธภัณฑ์ช่องแคบคันม่อน(Kaikyo Dramaship) เป็นสถาปัตยกรรมอาคารรูปทรงแปลกตา สร้างขึ้น
เมื่อปี 2003 ที่ผ่านมา ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Mojik Retro District รวบรวมประวัติศาสตร์ความเป็นมา วัฒนธรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆช่องแคบแห่งนี้ รวมไปถึงธรรมชาติอื่นๆด้วย ซึ่งอาคารนี้จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เข้าชมฟรี และส่วนที่มีค่าเข้าชมโซนที่เข้าชมฟรีเป็นชั้นล่าง มีการจำลองเมืองโมจิโกะ(Mojiko) ในยุคปีไทโช(1912-1926) มีทั้งเรียวกังแบบโบราณ ร้านอาหาร ร้านค้าที่มีของโบราณขายจริงๆ รถรางสมัยก่อนที่สามารถปีนขึ้นไปได้ โซนนี้มีมุมสวยๆให้ถ่ายภาพเยอะแยะทีเดียว ที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายโซนที่ต้องจ่ายค่าเข้าชมอยู่ชั้น 2-4 จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของช่องแคบคันม่อน โดยจะมีการ์ตูนเจ้าตัวกัปปะเดินทางผจญภัยฉายอยู่บนม่านโค้ง 360 องศา (เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด) น่าสนใจ และดูแปลกตาต่างจากพิพิธภัณฑ์แห่งอื่น ชั้นที่ 3 จะเป็นห้องโถงใหญ่ค่อนข้างมืด มีเพียงไฟสปอร์ตไลท์ที่สว่างเฉพาะมุมที่จัดแสดง แต่ละมุมก็จะเป็นหุ่นกระดาษ หุ่นผ้าที่เป็นฉากสำคัญๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแถบนี้ เช่น ฉากศึกดันโนะอุระ ฉากดวลดาบของสองสุดยอดซามูไร แลฉากศึกปืนใหญ่ ณ ฝั่งชิโมโนเซกิ ซึ่งมีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ
หมายเหตุ: ไม่สามารถถ่ายภาพภายในพิพิธภัณฑ์ได้
ชั้นบนสุด คือ จุดชมวิวช่องแคบคันม่อนแบบ 360 องศา สามารถมองเห็นทะเล และเรือโดยสารได้อย่างชัดเจน และมีวีดีโอเกี่ยวกับสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ การเดินเรือ และมีเกมเล็กๆให้ทดลองเป็นกะลาสีเรืออีกด้วย

2.อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวนคาวาชิฟูจิ Kawachi Fuji Garden

wisteriatunnel

สวนแห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่เจ้าของพื้นที่เค้าใจดีเปิดให้ชมกัน และเค้าเก็บค่าเข้าชมตามความบานของดอกไม้ ถ้าใครเสียค่าเข้าชม 1,000 เยน แสดงว่าเป็นช่วง Full Bloom แล้ว

อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่สวนคาวาชิฟูจิ(Kawachi Fuji Garden) เป็นที่รู้จักกันดีและเป็นจุดชมและถ่ายภาพดอกวิสทีเรีย(Wisteria) ที่นิยมมากของเมืองคิตะคิวชู ช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งพีคที่สุดคือช่วงปลายเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปีด้วย)จุดเด่นภายในสวนแห่งนี้คืออุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่ทิ้งกิ่งก้านพร้อมดอกสีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ขาว และชมพูไล่เฉดสีห้อยลงมาจากอุโมงค์ไม้ที่คลุมทางเดินยาวประมาณ 100 เมตร หลายคนคงรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายหรือความฝันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีจุดชมดอกไม้ที่เป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลม และซุ้มสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง เมื่อมองจากระยะไกลจะเหมือนพู่ประดับเต็มลาน รอบๆจะมีม้านั่งให้นั่งชมดอกไม้อยู่หลายจุดทั่วบริเวณ แต่ถ้าหากมาในช่วงอื่นๆ ก็เป็นเพียงแค่สวนดอกไม้ธรรมดาๆ ฉะนั้นใครที่ชื่นชอบดอกไม้แนะนำให้ไปช่วงดอกวิสทีเรียบาน จะสวยงามอลังการไม่ผิดหวังเลย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 300-1,000 เยน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา
เวลาเปิด-ปิด: 9:00-18:00
วิธีการเดินทาง
สถานี JR Yahata แล้วโดยสารรถบัส Nishitetsu ลงที่สถานี Kawachi Elementary School แล้วเดินต่อไปยังสวนประมาณ 10-15 นาที
หรือนั่งรถ Shuttle Bus ฟรี จากสถานี Yhata ลงที่สถานี Ajisainoyu Onsen

3.ปราสาทโคคูระ Kokura Castle

kokura-castle-japanese-garden

ปราสาทโคคูระ(Kokurajo)ถูกสร้างมานานซึ่งไม่สามารถระบุที่มาที่ชัดเจนได้ แต่ตัวปราสาทได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อนช่วงปีค.ศ.1600 โดยไดเมียวโมริ คัทสุโนบุ ผู้ครองแคร้วฟูกุโอกะและเบบปุในสมัยนั้น จนกลายมาเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมการสร้างปราสาทของทั่วประเทศญี่ปุ่น อาคารปราสาทหลักถูกทำลายลงเมื่อปี 1865 และได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งปี 1954 สูง 5 ชั้น หลังคามี 4 ระดับได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีข้อมูลและประวัติศาสตร์บริเวณนี้ โดยจะมีทั้ง วัตถุโบราณ ชุดกิโมโน ชุดซามูไร โมเดลจำลองของบ้านเมืองสัมยโบราณ ตัวอย่างห้องของโชกุน ห้องชมภาพยนตร์ งานแสดงศิลปะ และจุดชมวิวที่ชั้นบนสุดติดกับบริเวณปราสาททางทิศตะวันออกจะมีสวนญี่ปุ่นตั้งอยู่ ซึ่งภายในจะแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นสวนแบบญี่ปุ่น ส่วนที่เป็นอาคารไม้ตั้งอยู่ริมบึงของสวนที่เอาไว้นั่งจิบชา ชมสวน พร้อมกับวิวปราสาทด้วย และส่วนสุดท้ายที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม

4.ท่าเรือโมจิ Mojiko port

mojiko-port

ท่าเรือโมจิ(Mojiko)เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะคิวชูกับเกาะใหญ่ฮอนชู และเคยเป็นท่าเรือสำคัญที่ใช้ในการติดต่อค้าขายกับนานาชาติระหว่างช่วง ค.ศ. 1900 ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ที่ท่าเรืออื่นแล้ว ท่าเรือโมจิจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะมีการอนุรักษ์ตึกเกาะสไตล์ยุโรปเอาไว้มากมายตั้งแต่ยุคเมจิเลยทีเดียวการเริ่มต้นเดินเที่ยวในย่านท่าเรือเก่าโมจินี้ เริ่มได้จากที่สถานีรถไฟโมจิโกะได้เลย ตัวสถานีรถไฟเองก็เก่าแก่มากเช่นกัน เป็นอาครารสถานีแรกของรถไฟสายคาโงะชิมะ(Kagoshima)

Old-Moji-Mitsui-Club

ที่ฝั่งตรงข้ามทางขวามือของสถานีรถไฟเมจิโกะจะมี อาคารคลับเฮ้าที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นอาคารรับรองให้กับอัลเบิต ไอสไตน์เมื่อครั้งมาเยี่ยมญี่ปุ่นด้วย ปัจจุบันที่ชั้นล่างได้เปิดเป็นร้านอาหารและชั้นบนเป็นส่วนจัดแสดงที่ฝั่งตรงข้ามทางขวามือของสถานีรถไฟเมจิโกะจะมี อาคารคลับเฮ้าที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นอาคารรับรองให้กับอัลเบิต ไอสไตน์เมื่อครั้งมาเยี่ยมญี่ปุ่นด้วย ปัจจุบันที่ชั้นล่างได้เปิดเป็นร้านอาหารและชั้นบนเป็นส่วนจัดแสดงอ้อมไปทางขวาของสถานีอีกหน่อยจะเจอสถานีรถไฟนำเที่ยวละแวกนี้ชื่อว่า ชิโอคาเซ่(Kyushu tetsudokinenkan) โดยจะใช้รถไฟเก่ามาวิ่งช้าๆไปเลียบท่าเรือ แต่ขบวนรถไฟจะเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดของญี่ปุ่นเท่านั้น และข้างๆสถานีรถไฟนำเที่ยวจะมีพิพิธภัณฑ์รถไฟของเกาะคิวชู ที่ภายในจะมีรถไฟเก่าแก่จอดให้ชมอยู่มากมาย รวมไปถึงรถไฟขนาดเล็กให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองขับกันด้วย

การเข้าชมพิพิธภัณฑ์
ค่าใช้จ่าย: 300 เยน
เวลาเปิดปิด: 9:00-17:00
วันปิดทำการ: ทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน

5.ย่านช้อปปิ้งเทนจิน Tenjin ward

tenjin-Kirameki-Ave

ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศลงไปเดินช้อปปิ้งใต้ดิน จะมีทางเดินเชื่อระหว่างสถานีรถไฟที่ตกแต่งบรรยากาศสไตล์ยุโรปและร้านค้ามากมายเป็นทางเดินยาวกว่า 600 เมตรเลย

ย่านเทนจิน(Tenjin)อาจจะเป็นย่านที่เรียกว่าเป็นหัวใจของเมืองฟูกุโอกะหรือเกาะคิวชูเลยก็ได้ เรียกว่าเป็น downtown area ของเมืองฟูกุโอกะ โดยในบริเวณนี้จะมีร้านรวง ถนนคนเดิน และห้างใหญ่ๆมารวมตัวกันอยู่มากมาย เรียกว่าถ้าตั้งใจจะมาเดินช้อปปิ้งซื้อของกันจริงๆวันเดียวก็ไม่พอ มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า แบรนเนมด์ หนังสือ เครื่องสำอางค์ต่างๆ รวมไปถึงร้านอาหารอีกมากมาย จากสถานีรถไฟเทนจิน ไม่ว่าจะออกที่ทางออกไหนก็จะมีถนนสำหรับเดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปได้เรื่อยๆทุกทิศทางกันเลยทีเดียว แต่ในส่วนที่เด่นๆจะมี ห้างคาแนลซิตี้(Canal City), ตึกต้นไม้ หรือ ACROS ที่เป็นอาคารดีไซน์แปลกตาที่มีต้นไม้ปลูกปกคลุมทั้งตึก เปิดให้เข้าไปเดินเล่น หรือชมวิวได้ ส่วนด้านหน้าอาคารนี้จะเป็นสวน central park ที่จะมีต้นซากุระบานช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วย,  แหล่งรวมร้านราเมงยาไต(Yatai)แถวๆเกาะลอยนาคาสุ(Nakasu Island) และถัดไปอีกอย่างถนนคนเดินคาวาบาตะ(Kawabata)ที่เป็นถนนคนเดินเส้นเก่าแก่ที่สุดของเมืองฟูกุโอกะยังไม่พอ ช้อปบนดินแล้วยังมีส่วนที่เป็นทางเดินใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดในเกาะคิวชู ที่ตกแต่งทั้งพื้น ผนัง และเผดานสไตล์ยุโรปไว้อย่างสวยงาม เป็นระยะทางเดินยาวมากกว่า 600 เมตร มีร้านค้าและร้านอาหารรวมกันอยู่มากมาย สามารถเดินต่อจากสถานีรถไฟและสถานีรถไฟใต้ดินเทนจินได้เลย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: ประมาณ 10:00 - 20:00
วันปิดทำการ: แล้วแต่ร้านค้าแต่ละร้าน

วิธีการเดินทาง
อยู่ที่สถานีรถไฟเทนจิน(Tenjin) หรือนั่ง Loop Bus ลงที่ป้าย เทนจิน คอร์ มาเอะ(Tenjin Core Mae)

6.ศูนย์การค้าคาแนลซิตี้ Canal City Hakata

 canal-city-fukuoka-at-night

 ห้ามพลาด! แหล่งรวมร้านราเมงขึ้นชื่อทั่วประเทศญี่ปุ่นที่ชั้น 5 ของห้อง เรียกว่า ราเมงสเตเดี่ยม(Ramen Stadium) จะเปิดตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงไปจนถึง4-5 ทุ่มเลยทีเดียว

คาแนลซิตี้ฮากาตะ(Canal City Hakata)เป็นศูนย์รวมร้านค้าและร้านอาหารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมน้ำ ภายในมีการขุดคลองให้ไหลผ่านใจกลางห้างแห่งนี้ด้วย นอกจากนั้นยังมีโรงภาพยนตร์ โรงละคร ร้านตู้เกมส์ รวมทั้งโรงแรมอีก 2 แห่ง ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งๆกว้างๆ มีรูปทรงและสีสันที่แปลกตาเพื่อให้ได้บรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตรงกลางของคลองจำลองนี้จะมีการแสดงน้ำพุแสงสีเสียง ตั้งแต่เปิดจนปิด ทุกๆครึ่งชั่วโมงภายในมีร้านค้ามากกว่า 250 ร้าน ทั้งร้านที่มีเฉพาะในญี่ปุ่นและร้านมาจากต่างประเทศ มีร้านอาหารให้บริการหลากหลายแบบทั้งอาหารญี่ปุ่นและอาหารชาติอื่นๆ ในราคาที่ไม่ได้แพงกว่าข้างนอกมากนัก โดยเฉพาะที่ชั้น 5 จะมีส่วนที่เรียกว่า ราเมน สเตเดี่ยม ที่จะมีร้านราเมนที่มาจากส่วนต่างๆของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งราเมนสไตล์ฟูกุโอกะที่เรียกว่าฮากาตะราเมนด้วย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: 10:00 - 21:00 (ร้านอาหารปิดประมาณ 23:00)
วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน
วิธีการเดินทาง
การเดินทางมาที่นี่นั้นง่ายมาก เพราะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฮากาตะ(Hakata)ด้วยการเดินประมาณ 15 นาทีเท่านั้นเอง

7.ศาลเจ้าเทนมานกุที่ดาไซฟุ Dazaifu Tenmangu Shrine

Dazaifu-Tenmangu-Shrine

ศาลเจ้าเทนมานกุ(Tenmangu Shrine)แห่งเมืองดาไซฟุ(Dazaifu)เป็นหนึ่งใน 2 ศาลเจ้าเทนมานกุที่สำคัญที่สุดในบรรดาศาลเจ้าเทนมากุทั้งหมดกว่าพันแห่ง อีกแห่งคือศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ(Kitano Tenmangu) ที่อยู่ในเมืองเกียวโตศาลเจ้าเทนมานกุถูกสร้างขึ้นเพื่อศักการะนักปราชญ์ชื่อสุกาวะระ มิชิซาเนะ(Sugawara Michizane) และยังเป็นสัญญลักษณ์ของการศึกษาเล่าเรียนด้วย โดยเริ่มต้นสร้างกันช่วงปี ค.ศ. 900 ในยุคเฮอัน(Heian) ศาลเจ้าเทนมานกุที่นี่ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีร้านค้าตลอดทางเดินมาศาลเจ้า ภายในประกอบไปด้วย ประตูโทริอิขนาดใหญ่ สระน้ำที่ออกแบบมาเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หัวใจ โดยจะมีสะพานข้าม 3 ช่วงที่แบ่งเป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังมีต้นบ๊วยชื่อว่าโทบิยูเมะ(Tobiume)ที่ตำนานเล่าว่า เกิดจากเมล็ดที่ปลิวมาจากเมืองเกียวโตเพื่อมิชิซาเนะ จึงทำให้ศาลเจ้าเทนมานกุตามที่ต่างๆมักจะมีต้นบ๊วยอยู่ด้วย แต่ที่นี่มีมากถึง 6000 ต้น และจะบานในช่วงปลายเดือนกุมพาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคาม จึงกลายเป็นจุดชมดอกบ๊วยที่สวยงามมากไปด้วย ในพื้นที่ของศาลเจ้ายังมี พิพิธภัณฑ์อีก 2-3 แห่งสำหรับเก็บวัตถุมีค่าของศาลเจ้า รวมถึงประวัติต่างๆสำหรับผู้ที่สนใจ 

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ส่วนหลักของศาลเจ้า - ฟรี พิพิธภัณท์ - 200 และ 300 เยน
เวลาเปิด-ปิด: ส่วนหลักของศาลเจ้า - 6:00 - 19:00 พิพิธภัณท์ - 9:00 - 16:30
วันปิดทำการ: ส่วนหลักของศาลเจ้า - เปิดทำการทุกวัน พิพิธภัณท์ - ปิดวันจันทร์หรืออังคาร และวันหยุดแห่งชาติ
วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟดาไซฟุ(Dazaifu Station)เดินออกทางตะวันออกประมาณ 5 นาทีก็ถึงศาลเจ้าเทนมานกุ ระหว่างทางเดินจะมีร้านค้าเรียงรายอยู่ด้วย

8.วัดโคเมียวเซ็นจิ Komyozenji Temple

Komyozenji-Temple-in-autumn

วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) เป็นวัดเซนนิกายรินไซ(Rinzai)ของญี่ปุ่น อยู่ทางใต้ของศาลเจ้าเทนมานกุ(Tenmangu Shrine) ศาลเจ้าดังของเมืองดาไซฟุ(Dazaifu) ถูกสร้างขึ้นในยุคคามาคุระ(Kamakura)ประมาณปี ค.ศ. 1192-1333 วัดโคเมียวเซ็นจิมีจุดน่าสนใจเป็นสวนแบบญี่ปุ่นที่เป็นสวนหินแบบ abstract อยู่ 2 ส่วนคือส่วนหน้าและสวนทางด้านหลัง สวนด้านหน้ามีหินจำนวน 15 ชุดที่เรียงตัวเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า แสงสว่าง ส่วนสวนด้านหลังสามารถมองเห็นได้จากในตัวอาคารเป็นสวนขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยหลายๆส่วน มีต้นเมเปิ้ลหลายต้น ทำให้เป็นส่วนที่น่าสนใจมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: 200 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 8:00 to 17:00
วันปิดทำการ: เปิดทำการทุกวัน
วิธีการเดินทาง
จากสถานีรถไฟดาไซฟุ(Dazaifu Station) เดินออกทางด้านตะวันออกประมาณ 5 นาทีก็ถึงวัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) อยู่ทางใต้ของศาลเจ้าเทนมานกุ(Tenmangu Shrine)

9.สวนโอโฮริ Ohori Park

ohori park fukuoka1

สวนโอโฮริ (大濠公園, Ohori-koen) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟูกุโอกะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยจะมีทางเดินรอบๆสระน้ำที่มีระยะทางรวมกันประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาออกกำลังกาย เดินเล่น จูงสุนัข หรือนั่งเล่นรอบๆสระน้ำโอโฮริ(Ohori) จะแปลตรงตัวได้ว่า คูน้ำรอบเมืองหรือปราสาทซึ่งสระน้ำตรงกลางนั้นครั้งหนึ่งก็เป็นหนี่งในระบบคูน้ำของปราสาทฟูกุโอกะที่อยู่ข้างๆนั่นเอง ในส่วนของสวนนั้น สร้างขึ้นช่วงประมาณปี 1929 โดยอิงจากความคลาสสิคของสวนตะวันออกของประเทศจีน โดยจะมีเกาะกลางสระน้ำอยู่ 3 เกาะซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินหินภายในสวนโอโฮริจะมีจุดสนใจอยู่หลายจุดเช่นศาลา 6 เหลี่ยมกลางสระน้ำ ทางตอนใต้ของโอโฮริจะมีสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่จะแตกต่างกับการออกแบบของสวนนี้ เช่นจะมี น้ำตก พิ้นที่แห้ง ที่นั่งจิบชา เป็นต้น และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จะรวมเอารูปปั้นต่างๆมากมาย มีตั้งแต่สมัยศัตรวรรษที่ 11 จนถึงผลงานของศิลปินดังๆในปัจจุบัน โดยยังจะมีส่วนที่จัดเป็นนิทรรศการตามช่วงเวลาต่างๆด้วย และเพียงแค่ข้ามถนนฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ไปก็จะถึงศาลเจ้าโกโคคุ(GoKoku Shrine)ที่มีสถาปัตยกรรมสีทองคำที่ไม่เหมือนที่ไหน และข้างกันกับสวนโอโฮริยังมีซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ (Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park)ตั้งอยู่ด้วย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม:ค่าเข้าสวนสาธารณะฟรี
ค่าเข้าสวนญี่ปุ่น 240 เยน
ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 200 เยน
เวลาเปิด-ปิด:

สวนญี่ปุ่น หยุดวันจันทร์และวันหยุดแห่งชาติ
พิพิธภัณฑ์ หยุดวันวันอาทิตย์และวันหยุดแห่งชาติ
วันปิดทำการ:

สวนญี่ปุ่น 9:30 to 17:00
พิพิธภัณฑ์ 9:30 to 17:30
วิธีการเดินทาง
สวนโอโฮริ(Ohori Park) สามารถเดินได้จากสถานีรถใต้ดินโอโอริโคเอน Ohori Koen

10.ซากปราสาทฟูกุโอกะและสวนมาอิซูรุ Fukuoka Castle Ruin and Maizuru Park

fukuoka-castle

ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมซากุระที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของเมืองฟุกุโอกะ ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่ของปราสาทฟูกุโอกะ (福岡城, Fukuokajō) ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองภายในสวนมาอิซูรู (ชื่อมาอิซูรูเป็นชื่อจริงๆของตัวปราสาทนั่นเอง) ในยุคสมัยเอโดะ (Edo) ประมาณช่วงศัตวรรษที่ 17 โดย คุโรดะ นากามาซะ (Kuroda Nagamasa) เจ้าเมืองในขณะนั้นโดยปราสาทฟูกุโอกะถือเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู แต่ถูกทำลายลงเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปเป็นยุคเมจิ(Meiji)ความคิดของผู้คนเปลี่ยนไป และตัวปราสาทถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอดีตที่คนไม่ต้องการ ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงซากของกำแพงและฐานของหอคอยเล็กๆ อยู่ภายในสวนสาธารณะที่มีที่สำหรับเดินเล่นรวมถึงลานชมวิว ที่สามารถมองเห็นเมืองฟูกุโอกะได้ด้วยสวนมาอิซูรุเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ(ประมาณช่วงเดือนเมษายน)จะเต็มไปด้วยดอกซากุระทั่วทั้งสวน ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดจุดหนึ่งของเมืองฟูกุโอกะ จึงดึงดูดคนมากมายให้เข้าเยี่ยมชมเดินเล่น หรือปิกนิกกันบนสนามหญ้าใต้ต้นซากุระ โดยจะนิยมทานข้าวกล่องที่เรียกว่า ฮานามิ (Hanami) สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือซากของตัวปราสาทบางส่วนที่ได้ถูกบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่ โดยเฉพาะหอคอยและประตูที่กระจายกันอยู่ทั่วพื้นที่ ทางน้ำที่เชื่อมต่อส่วนต่างๆ ของสวนโดยเฉพาะทางเหนือที่ต่อกับทะเลสาปของสวนโอโฮริ (Ohori Park)ที่อยู่ติดกันและยังมีศาลเจ้าโกโกกุ(GoKoku)ที่อยู่แค่อีกฝั่งของถนนด้วย

การเข้าชม
ค่าเข้าชม: ฟรี
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดเวลาทุกวัน
วิธีการเดินทาง
เดินจากสถานีรถไฟใต้โคเอ็น (Koen Subway Station) เพียงแค่ 15 นาทีก็ถึงซากปราสาทฟูกุโอกะ หรือเดินทะลุจากสวนโอโฮริ (Ohori Park)

Read 4661 times Last modified on Friday, 02 October 2015 14:59

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated. HTML code is not allowed.

กด like Fanpage ติดตามโปรโมชั่น

ช่องทางติดต่อ

nexttripholiday77      LINE - nexttrip11      LINE - nexttrip22      LINE - nexttrip33      LINE - nexttrip44      LINE - nexttrip55      LINE - nexttrip66
Shape
YOUTNTAFBTWI

Our Gallery

All Gallery

 

About Us

เน็กซ์ ทริป ฮอลิเดย์ เรามีประสบการณ์ในด้านการทำทัวร์ที่เน้นคุณภาพ ราคาประหยัด  จึงทำให้มีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวนมาก จากหลากหลายช่องทาง ราคาทัวร์ที่ถูกกว่าในท้องตลาดทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปกับเราได้อย่างสุขสบาย  ในเส้นทางเกาหลี  ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  เส้นทางยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

More

รับโปรโมชั่น !!

Terms and Conditions