• Font size:
  • Decrease
  • Reset
  • Increase

ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว: 11/07440

ข้อมูลท่องเที่ยวอิตาลี่

ข้อมูลท่องเที่ยวอิตาลี

ภูมิอากาศ: ประเทศอิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ และอาจมีความแตกต่างจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนตามลักษณะพื้นที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่นเมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา มีลักษณะแบบอากาศภาคพื้นทวีปที่ค่อนข้างร้อนชึ้น (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Cfa) พื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากฟลอเรนซ์เป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Csa) คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดเอาความร้อนและความชี้นเข้ามา พื้นที่ชายฝั่งของคาบสมุทรอิตาลีสามารถมีความแตกต่างกันได้มากจากระดับความสูงของภูเขาและหุบเขา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวในที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ภูมิภาคริมทะเลมีอากาศไม่รุนแรงในฤดูหนาว อากาศอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน และพื้นที่ต่ำกลางหุบเขามีอากาศค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน
ประเทศอิตาลีมีฤดู 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง

Daylight Savings time ตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม เวลาในอิตาลีจะเปลี่ยนจาก GMT+1 เป็น GMT+2 (ช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง และ 5 ชั่วโมง ตามลำดับ) โดยเริ่มตั้งแต่คืนวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เวลา 02.00 น. ใช้เวลา GMT+2 และตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ สุดท้ายของเดือนตุลาคม เวลา 03.00 น. ใช้เวลา GMT+1

ข้อมูลการข้อวีซ่าอิตาลี

ข้อมูลการทำวีซ่าอิตาลี

เงินตราและตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงิน อิตาลี

ค่าเงิน และการธนาคาร: อิตาลีใช้เงินสกุลยูโร (EURO) โดย 1 ยูโร มีค่าประมาณ 50 บาทไทย ชนิดของธนบัตรมีตั้งแต่ 5, 10, 20, 50, 100, 200 และ 500 ยูโร ส่วนชนิดของเหรียญประกอบด้วย 1, 2, 5, 10, 20, 50 เซนต์ 1 ยูโร และ 2 ยูโร ค่ะ นอกจากนี้ บัตรเครดิตที่ท่านสามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยในประเทศอิตาลีได้ ได้แก่ Master Card, Visa Card, American Express, Diner Club เป็นต้น
>ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินยูโร EURO (EUR)

การเดินทาง ใน อิตาลี

ประเทศอิตาลีมีถนนความยาวทั้งหมด 487,700 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 13 ประเทศรอบอิตาลี มีสนามบินทั้งหมด 132 แห่ง โดยที่เป็นศูนย์กลางการบิน 2 แห่ง คือ สนามบินนานาชาติเลโอนาร์โด ดา วินชี ในกรุงโรม และสนามบินนานาชาติมัลเปนซา ในมิลาน มีสายการบินสู่ประเทศ 44 ประเทศ (ค.ศ. 2008) มีทางรถไฟความยาวทั้งหมด 19,460 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 16 ประเทศ
ขนส่งมวลชน
การคมนาคมในอิตาลีค่อนข้างสะดวกมีทั้งรถเมล์และรถไฟใต้ดิน ซึ่งมีอยู่ 2 สาย คือสาย A สาย B ในตัวเมืองการจราจรจะค่อนข้างติด สำหรับตั๋วโดยสารรถประจำทางและรถไฟใต้ดินของกรุงโรมมีหลายชนิด คือ

ตั๋ว 1 ยูโร ใช้ได้เป็นเวลา 75 นาที

ตั๋ววัน ราคา 4 ยูโร

ตั๋ว 3 วัน ราคา 11 ยูโร

ตั๋วสัปดาห์ราคา 16 ยูโร

ตั๋วเดือนราคา 30 ยูโร (ตั๋วนักเรียน 18 ยูโร)

ตั๋วปีราคา 230 ยูโร

ตั๋ว 75 นาที ตั๋ววัน ตั๋วสัปดาห์ ตั๋วเดือนสามารถซื้อได้ที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ ร้านกาแฟ ร้านบุหรี่ ส่วนตั๋วปีต้องไปซื้อที่สถานีรถไฟ การขึ้นรถประจำทางจะต้องตอกตั๋วรถ บนรถประจำทางด้วยหากขึ้นรถโดยไม่ตอกตั๋วและไม่มีตั๋วโดยสารจะต้องถูกปรับอย่างต่ำ 50 ยูโร

รถแท๊กซี่ ต้องไปขึ้นที่ป้ายจอดคิวแท็กซี่ หรือโทร 06-3570 หรือโทร 06-4994 หรือโทร 06-6646 คิดค่าโดยสารตามระยะทาง และหากมีกระเป๋าสัมภาระจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มใบละ 1ยูโร วันหยุดราชการและหลัง 4 ทุ่ม ในแต่ละวันต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ทั้งนี้ บนรถแท็กซี่ทุกคันจะมีประกาศกำหนดราคาค่าแท็กซี่ สนามบินเลโอนาร์โด ดา วินซี (Leonardo da Vinci) หรือที่เรียกกันว่า สนามบินฟิวมิชิโน (Fiumicino) อยู่ห่างกรุงโรม 40 กม. รถไฟด่วนจากสนามบินถึงสถานีรถไฟใจกลางกรุงโรมใช้เวลาประมาณ 30 นาที หากใช้บริการแท็กซี่จากสนามบินจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 40-55 ยูโร (ไม่รวมค่าธรรมเนียมสัมภาระ) ขึ้นอยู่กับระยะทางและการติดขัดของการจราจร

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ อิตาลี

Piazza di Spagna
บันไดสเปน (Spanish Steps) เป็นบันไดในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่เชื่อมระหว่าง Piazza di Spagna และ Piazza Trinit? dei Monti เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป มีขั้นบันไดทั้งหมด 138 ขั้น

Basillica di San Pietro
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) ชาวอิตาลีเรียกกันว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม ประเทศอิตาลี อีกสามมหาวิหารคือ: มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน, มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอลนอกกำแพง
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐ วาติกันสร้างทับวิหารเดิมที่ชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม
นครรัฐวาติกันเป็น นครรัฐเล็กๆที่ปกครองตนเองแยกออกจากรัฐบาลอิตาลี ผู้ปกครองสูงสุดของวาติกันคือ องค์พระสันตะปาปาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก ที่ตั้งวัดเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของ นักบุญปีเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกสิบสององค์ของพระเยซู นักบุญปีเตอร์เดิมเป็นบาทหลวงองค์แรกของอันติโอก (Antioch) ต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1950 ระหว่างการออกอากาศทางวิทยุสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ประกาศว่าได้มีการค้นพบที่ฝังพระศพของนักบุญปีเตอร์ หลังจากที่นักโบราณคดีใช้เวลา 10 ปี ศึกษาขุดค้นห้องใต้ดิน (crypt) ภายในมหาวิหาร
Pieta
Pieta เป็นหนึ่งในประติมากรรมแกะสลักหินอ่อนที่ดีที่สุดในโลก เป็นผลงานของไมเคิลแองเจลโล ภาพนี่เป็น moment ขณะที่พระแม่มารีเข้าไปอุ้มร่างไร้วิญญาณของพระเยซูที่ถูกปลดจากการตรึงบน กางเขน ลองดูใบหน้าพระแม่มารี สีหน้า แววตา ดูเศร้า ได้อารมณ์และงดงามสุดๆ รายละเอียดความพริ้วของเสื้อผ้าที่แกะจากหินอ่อนทั้งก้อน สรีรภาพของพระเยซู รอยตะปูบนหลังมือเท้าของพระเยซู สุดสุด
ตอนที่ไมเคิลแองเจลโลแกะรูปนี้เขาเป็นศิลปิน โนเนมวัย 23 ปีที่เดินทางจากบ้านนอกเมืองฟลอเรนซ์มาโรม ตอนแกะรูปนี้เสร็จ คนในโรมตะลึงในความงาม โดยเข้าใจว่าคนที่แกะเป็นศิลปินอีกท่านนึงที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น จนวันหนึ่ง ไมเคิลแองเจลโลจึงได้ทำสิ่งที่เขาทำครั้งแรกและครั้งสุดท้าย คือแอบมาสลักชื่อตัวเองบนรูปแกะสลัก Michael Angelus Bonarotus Florentinus Faciebat คือนามเต็มของยอดศิลปินผู้นี้ ซึ่งเป็นผลงานเดียวที่เขาสลักชื่อไว้ ว่ากันว่า ไมเคิลแองเจลโลเสียมารดาก่อนมากรุงโรม รูปนี้จึงแกะสลักออกมาได้อย่างได้อารมณ์ของการสูญเสียคนที่รัก และเขาก็แจ้งเกิดจาก Pieta
Swiss Guards
สวิสการ์ด ผู้อารักขาชาวสวิส มีหน้าที่ปกป้องดูแลนครรัฐวาติกัน ซึ่งในอดีตมีคนต้องการลอบปลงพระชนม์พระสันตะปาปา สวิสการ์ดเนี่ยแหละที่คอยปกป้องจนต้องสละชีพของตนเอง ในสมัยโบราณชาวสวิสมีอาชีพหลักหนึ่ง คือ ทหารรับจ้าง ซึ่งขึ้นชื่อในด้านความซื่อสัตย์ และกล้าหาญ
ซุ้ม Baldacchino
ที่ตั้งเหนือหลุมศพจริงของเซนต์ปีเตอร์ หลุมศพท่านอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วจนกระทั่งโรมันหมดอำนาจ กษัตริย์แห่งโรมหันมานับถือศาสนาคริสต์เอง จึงให้มีการก่อสร้างโบสถ์ครอบหลุมศพเซนต์ปีเตอร์ที่นี่ เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูท่าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรในเวลาต่อมา การสร้างโบสถ์นี้ไม่ง่ายมีอุปสรรคมาก สุดท้ายคนที่ออกแบบ Basilica di San Pietro แห่งนี้ก็คือไมเคิลแองเจลโล ที่มีโอกาศเห็นแค่การสร้างฐานราก มหาวิหารนี้มาสร้างต่อโดยศิลปินเอกอีกท่านนาม Bernini ประติมากรรมเซนต์ปีเตอร์ภายในมหาวิหาร ท่านถือกุญแจในมือ ผู้คนนิยมมาลูบหรือจุมพิตแทบเท้า และตั้งจิตอธิษฐาน เซนต์ปีเตอร์เป็นอัครสาวกเอกของพระเยซู ในยุคโรมันเรืองอำนาจท่านเองก็เป็นบุคคลหนึ่งที่เสียชีวิตเนื่องจากการ ต่อสู้เพื่อศาสนาคริสต์ ยุคนั้นใครนับถือคริสต์ถือว่าเป็นคนนอกรีด ท่านเสียชีวิตจากการถูกตรึงบนกางเขน แต่ท่านขอถูกตรึงในลักษณะกางเขนที่กลับทิศกับของพระเยซูเนื่องจากท่านว่าไม่ มีใครเสมอเหมือนพระเยซูได้ และโรมันก็ปฏิบัติตามคำขอนั้น

Fontana di Trevi
น้ำพุเทรวี่แห่งนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง "Three Coins in the Fountain" ที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอันขาด เนื่องจากมีความสวยงาม ทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก แต่กว่าจะออกมาสวยแบบนี้ มีการสร้างขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งลงตัวที่แบบดีไซน์ของ สถาปนิกชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 นี้เอง น้ำพุเทรวี่นี้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยที เดียว ส่วนกลางของน้ำพุนั้น มีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร
ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งนึง

The Colosseo
สนามกีฬาโคลอสเซียม (ประเทศอิตาลี) - The Colosseum หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ขของโลกที่ได้รับการคัดเลือกจาก องค์กร New 7 Wonders
เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน
แต่เดิม สัญลักษณ์ของกรุงโรมแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า ?ฟลาเวียน แอมพิเธียเตอร์? ตามนามสกุลของจักรพรรดิผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้าง โดยนับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างขึ้นมาใน สมัยอาณาจักรโรมัน ครั้นเมื่อเสร็จสมบูรณ์ โคลอสเซี่ยมได้ถูกใช้จัดการแข่งขันกลาดิเอเตอร์ การประหาร และการแสดงละครเกี่ยวกับทวยเทพเพื่อมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชม ปัจจุบัน สนามกีฬาโคลอสเซียมได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านโทษประหารชีวิต โดยโคลอสเซียมจะส่องสว่างด้วยสีเหลืองทุกครั้งที่มีการกลับคำตัดสินหรือยก เลิกโทษประหารชีวิตไม่ว่าจะที่ใดในโลก ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)

La Torre di Pisa
หอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร
เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี
หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา

Foro Romano
โรมันฟอรัม เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยโรมันเรืองอำนาจทั้ง ธุรกิจ การเมือง และศาสนา ตัวหมู่อาคารฟอรัมทั้งหมดใช้เวลาก่อสร้างในช่วงเวลายาวนานถึง 900 ปี เป็นที่ประกอบศาสนกิจ ที่ชุมนุมทางการเมืองแต่เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมลง ฯลฯ โรมันฟอรัมก็ถูกทิ้งร้างจนถึงยุคกลางก็กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่มีหญ้า ขึ้นรกเรื้อและมีการนำฝูงสัตว์เข้ามาเลี้ยง ปล่อยให้กินหญ้า ชิ้นส่วนอิฐและหินอ่อนถูกรื้อนำไปสร้างบ้านเรือน จนกระทั่งเข้ายุคเรอเนสซองส์ซึ่งผู้คนหันมาให้ ความสนใจกับศิลปินวิทยาการของโรมันกันอีก โรมันฟอรัมก็ได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้และเป็น แรงบันดาลใจให้กับศิลปินหลายต่อหลายคน เริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดีและการขุดค้นศึกษาต่าง ๆ ก็ยังคงดำเนินอยู่จนทุกวันนี้

Arco di Costantino
ประตูชัยคอนสแตนติน เป็นหนึ่งในหลายๆ ประตูชัยที่ใหญ่ที่สุดของโรมัน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ประตูชัยถูกสร้างขึ้นเพื่อสดุดีจักรพรรดิ์คอนสแตนตินที่ได้รบชนะ จักรพรรดิ์ แมกเซนเทียส ซึ่งนำความสงบสุขมาให้หลังจากมีสงครามกลางเมืองมายาวนานกว่าร้อยปี ประตูชัยมีทั้งหมดสามประตูและได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วย รูปปั้นและภาพแกะสลักนูนโค้งบรรทึกเรื่องราว ต่างๆ ในอดีต

อาหารอิตาลี ที่ได้พอเมื่อไปเที่ยวอิตาลีต้องรับประทาน

าหารอิตาเลียน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และโดดเด่นที่สุดในบรรดาอาหารชาติตะวันตก คนอิตาลีภูมิใจใน อาหารของเขาเป็นอย่างมาก จนมีคำกล่าวว่า ภัตตาคาร ร้านอาหารอิตาเลียนในประเทศอิตาลีอร่อยหมดทุกร้าน เพราะอาหารของชาตินี้ มีกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถัน รสชาติเยี่ยม ทั้งยังมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์และหลากหลาย

อาหารจานเรียกน้ำย่อยAntipasto (อันติปาสโต)
คืออาหารจานแรกสำหรับเรียกน้ำย่อย ตามเมืองชายฝั่งหรือเมืองใกล้ทะเล อันติปาสโตมักจะเป็นอาหารทะเลสดรวมหลากชนิด (Frutti di Mare) ส่วนทางตอนในประเทศ อันติปาสโตจะเป็นไส้กรอกเค็มซาลามี หรือแฮมดิบฝานบางๆ รับประทานกับแตงเมลอน หรือผักนานาชนิดชุบแป้งทอดหรือย่างรับประทานกับซอสต่างๆ ส่วนอาหารอีกแบบที่นิยมกันมากคือ Crostini(ครอสตินี่) ซึ่งใช้ขนมปังแผ่นกลมๆเล็กๆ(คล้ายขนมปังฝรั่งเศสหั่นขวาง)ทาหน้าด้วยปลาแองโชวี ตับบด มะกอกบด ฯลฯ หรือขนมปังกระเทียม ซึ่งทาด้วยนำมันมะกอกโรยกระเทียมแล้วนำไปอบพอกรอบ หรืออาจสั่งซุป เช่น ซุปผัก(Minestrone)มาเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก็ได้

ของกินเล่นและอาหารว่าง
คนอิตาเลียนนั้นช่างกินอย่างไม่ต้องสงสัย จึงคิดทำอาหารว่างจุกจิกและของกินเล่นมารับประทานกับกาแฟหรือไวน์เป็นการรองท้องระหว่างมื้อมากมาย ซึ่งบางอย่างก็เป็นอาหารที่ใช้รับประทานในมื้อที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วได้ด้วย เช่น Pizza (พิซซ่า) อาหารชนิดนี้คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่อย่าคาดหวังว่าจะเจอพิซซ่าที่ถมเครื่องเครามากมายอย่างในบ้านเรา พิซซ่าที่อิตาลีมักจะเป็นเพียงแผ่นแป้งอบทาซอสมะเขือเทศและมีแฮม ซาลามี มะเขือเทศ และเห็ด วางห่างๆ รวมทั้งแองโชวีโรยอยู่บางๆ จะเน้นก็แต่เนยแข็งที่ละลายยืดเหนียว หากอยากรับประทานพิซซ่าอร่อยๆ ควรจะไปนั่งรับประทานในร้าน โดยเฉพาะร้านที่มีเตาอบดินเผาแบบโบราณหรือร้านที่ขึ้นป้ายว่าชำนาญการด้านพิซซ่า ชนิดของพิซซ่าแบบที่มีจำหน่ายและพบเห็นได้ทั่วไป เช่น

Frutti di Mare พิซซ่าหน้าอาหารทะเล

Funghi พิซซ่าหน้าเห็ด

Napoletana พิซซ่าทาซอสมะเขือเทศ โรยปลาแองโชวี

Quattro Formaggi พิซซ่าใส่เนยแข็ง 4 อย่าง

Verdura พิซซ่าเจหน้าผักหลากชนิด

ของกินเล่นอื่นๆ มีอาทิ ฟอคาเชีย (Focacia) แผ่นแป้งผสมนำมันมะกอก ใส่หัวหอม มะเขือเทศ เครื่องเทศ ฯลฯ แล้วอบให้กรอบร่วน ฟารินาต้า (Farinata) แป้งแผ่นทอดบางเฉียบกรอบๆเค็มๆ ปันฟอร์เต (Panforte) เค้กเนื้อแห้ง ค่อนข้างแข็ง ใส่เครื่องเทศ และอัลมอนด์ ของกินเล่นอีกอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยอดมองด้วยความประหลาดใจไม่ได้เมื่อพบเห็นคือชิ้นมะพร้าวขนาดเท่าฝ่ามือแช่เย็น คนอิตาเลียนนิยมแทะเล่นๆกันในช่วงหน้าร้อน

อาหารจานหลัก (Secondo Piatto)
ส่วนใหญ่แล้วอาหารจานหลักจะเป็นเนื้อสัตว์ต้ม อบ ทอด ย่าง ตุ๋น มีทั้งแบบเรียบง่ายอย่างปลาซาร์ดีนคลุกเกลือย่าง สเต็กเนื้อแกะ อกไก่อบราดซอส สตูอาหารทะเล ไปจนถึงเนื้อลูกวัวชุบแป้งขนมปังทอด(Costolette alla Milanese) และไก่ฟ้าสอดไส้
แต่ละท้องถิ่นจะมีอาหารเนื้อสำหรับจานหลักเด่นๆของตน เช่น แถบริมทะเล อาหารจานหลักย่อมเป็นปลา เช่นเดียวกับที่ในแผ่นดินและทางทางตอนเหนือ จะรับประทานเนื้อวัวและเนื้อแกะกันมากกว่า โดยทั่วไปอาหารจานหลักจะเสิร์ฟเนื้อมาล้วนๆ และจะมีผักหรือมันฝรั่งเป็นอาหารจานย่อย(Side Dish) มาด้วยต่างหาก

ข้อมูลทั่ว ไปที่ควรทราบก่อนไปอิตาลี

ข้อแนะนำพิเศษ

ประเทศอิตาลีเป็นประเทศที่มีมิจฉาชีพค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น ท่านจะต้องคอยระมัดระวังเรื่องกระเป๋า ในระหว่างเดินเที่ยวหรือเดินช้อปปิ้งด้วยนะคะ

โทรศัพท์

รหัสโทรศัพท์ของประเทศอิตาลี คือ +39 ที่นั่นจะมีโทรศัพท์ทางไกลสาธารณะทั้งแบบหยอดเหรียญ และแบบการ์ดโฟน สำหรับแบบการ์ดโฟน ท่านสามารถหาซื้อได้ทั่วไปในราคาอย่างต่ำ 3 EURO ส่วนแบบหยอดเหรียญในกรุงโรม ปัจจุบันหาไม่ค่อยได้แล้วค่ะ หรืออีกวิธีหนึ่ง คือการเปิด Roaming แต่ก่อนเปิดจะต้องไปแจ้งทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ของท่านก่อนนะคะ โทรศัพท์สาธารณะต้องซื้อการ์ดโทรศัพท์ซึ่งมีขายทั่วไปในราคาอย่างต่ำ 3 ยูโร โดยหักมุมบัตร แล้วใส่ในช่องใส่บัตร จึงจะใช้โทรศัพท์ได้

ระบบไฟฟ้า

: อิตาลีใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือแบบ 220 โวลต์ บางที่จะเป็นปลั๊ก 2 ตา บางที่ก็อาจเป็นปลั๊กชนิด 3 ขา ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าของท่านมีปลั๊กไม่ตรงกับของทางที่พักในอิตาลีของท่าน สามารถไปขอปลั๊กต่อจากทางโรงแรมได้ค่ะ (Adapter)

กด like Fanpage ติดตามโปรโมชั่น

ช่องทางติดต่อ

nexttripholiday77      LINE - nexttrip11      LINE - nexttrip22      LINE - nexttrip33      LINE - nexttrip44      LINE - nexttrip55      LINE - nexttrip66
Shape
YOUTNTAFBTWI

Our Gallery

All Gallery

 

About Us

เน็กซ์ ทริป ฮอลิเดย์ เรามีประสบการณ์ในด้านการทำทัวร์ที่เน้นคุณภาพ ราคาประหยัด  จึงทำให้มีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวนมาก จากหลากหลายช่องทาง ราคาทัวร์ที่ถูกกว่าในท้องตลาดทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปกับเราได้อย่างสุขสบาย  ในเส้นทางเกาหลี  ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  เส้นทางยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

More

รับโปรโมชั่น !!

Terms and Conditions