• Font size:
  • Decrease
  • Reset
  • Increase

ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว: 11/07440

ข้อมูลท่องเที่ยวสเปน

ข้อมูลท่องเที่ยวสเปน

สเปน (Spain) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain) เป็นประเทศทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรียร่วมกับโปรตุเกสและอันดอร์รา สเปนมีพรมแดนติดกับฝรั่งเศสทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวเทือกเขาพิเรนีส ประเทศเสปนเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมากค่ะ เพราะมีสภาพภูมิประเทศที่น่างดงาม และอารยธรรม อันน่าหลงไหล สเปนเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศดี มีแหล่งอารยธรรมและวัฒนธรรมหลากหลายเหมาะสมกับการท่องเที่ยว

"สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ"

ซากราดา ฟามิเลีย

ซากราดา ฟามิเลีย (Sagrada Família) โบสถ์นี้ มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Temple Expiatori de la Sagrada Família นั้นเป็นสถาปัตยกรรม ประจำเมือง บาร์เชโลนา ประเทศสเปน ออกแบบโดย อันโตนิ เกาดิ (Antoni Gaugi) สถาปนิกชาวคาลาตัน เปฌรผลงานที่เรียกว่า โมเดิร์นนิสโม เป็น งานศิลปะเฉพาะถิ่น และเป็น อาร์ตนูโว ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
มหาวิหารซากราด้า ฟามิเลียร์ (Sagrada Familia หรือ Sacred Family) ผลงานการออกแบบชิ้สุดท้ายและก่อสร้างอันยาวนานที่สุดของเกาดี้ เกาดี้ได้อุทิศ 16 ปีของบั้นปลายชีวิตในการฟูกฟักสร้างสรรค์มหาวิหารแห่งนี้ สร้างในปี 1882 มีกำหนดก่อสร้างหอคอยทั้ง หมด 18 หอคอย นับตั้งแต่ปีเริ่มสร้างจนถึงปัจจุบันสร้างเสร็จไปแล้วแค่ 8 หอคอย งานคืบหน้าไปประมาณ 50 เปอร์เซนต์ สถาปนิกผู้ออกแบบถูกรถรางทับเสียชีวิตไปเมื่อ พ.ศ 2469 โดยศพของเขาได้ถูกฝัง ไว้ในซากราดาฟามิเลียด้วย ด้วยรูปแบบศิลปะแบบนีโอ โกธิค ด้วยแนวความคิดการคืนกลับสู่ธรรมชาติ ตัวอาคารนำเอารูปทรงและพื้นผิวต่างๆ จากในธรรมชาติมาใช้ วิหารใหญ่โต วิจิตร อลังการ โดยความสูงถึง 150 เมตร ตัวอาคารบรรจงประดับด้วยโมเสคจากเวเนเชี่ยน ประดับด้วยปฏิมากรรมแกะสลักจากหินหลายพันชิ้นจากศิลปินสเปน ปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้ก็ยังดำเนินการก่อสร้างคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2026
ลักษณะเด่นของอาคารแห่งนี้จะสังเกตได้ถึงสีที่ตัดกันของหินด้านหน้าและ ด้านหลังอย่างชัดเจนและพบรูปแบบการก่อสร้างที่แตกต่างกัน ของยุคเก่าและสร้างต่อขึ้นไหม่ในปัจจุบัน

หอจดหมายเหตุอินดีส

หอจดหมายเหตุอินดีส (สเปน: Archivo General de Indias) เป็นสถานที่เก็บเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจักรวรรดิสเปนในทวีปอเมริกาและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ตั้งอยู่ที่เมืองเซบียา ประเทศสเปน หอจดหมายเหตุอินดีสได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2530

อาลัมบรา

อาลัมบรา (Alhambra) คือพระราชวังและป้อมปราการตั้งอยู่ที่เมืองกรานาดาในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของประเทศสเปน สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1248-1354 โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 1 อิบน์ นัสร์แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า "อาลัมบรา" มาจากคำในภาษาอาหรับว่า "อัลคัมรอ" แปลว่า "(สิ่งที่มี) สีแดง" เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ส่วนอาคารอื่น ๆ ซึ่งสร้างด้วยใช้ปูนขาวเป็นส่วนประกอบก็จะเห็นเป็นสีออกแดง ๆ เช่นกัน

สถาปัตยกรรมของพระราชวังอาลัมบรามีความโดดเด่นด้วยลายแกะสลักอย่าง ละเอียดและประณีต ทั้งผนัง เสา เพดาน โค้งซุ้มประตูต่าง ๆ ล้วนแกะสลักอย่างละเอียด นับเป็นงานศิลป์ชั้นยอดของชาวมัวร์ในยุคนั้น

แม้อาลัมบราจะมีที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง แต่ก็มีระบบการจัดการเกี่ยวกับน้ำที่ดี มีการทำคูคลองส่งน้ำจากด้านล่างขึ้นมายังพระราชวังเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาด้านการชลประทานของชาวมัวร์ได้เป็นอย่าง ดี

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาลัมบราถูกทอดทิ้งจนค่อย ๆ กลายสภาพเป็นที่พักของบรรดาคนจรจัดที่มาอาศัยอยู่กันอย่างระเกะระกะ และทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ พระราชวังบางส่วนถูกทำลายเนื่องจากความไม่รู้ถึงคุณค่าของพระราชวังแห่งนี้ อย่างไรก็ดี หลังจากที่อาลัมบราได้กลายเป็นฉากหนึ่งในนวนิยายเรื่อง Tales of the Alhambra รัฐบาลสเปนก็ได้ให้ความสนใจในการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังแห่งนี้ให้กลับมามีสภาพที่ดีอีกครั้ง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับสถานที่ในบริเวณเดียวกันอีกสองแห่งในนามว่า "อาลัมบรา, เคเนราลีเฟ และอัลไบย์ซินแห่งกรานาดา"

ถ้ำอัลตามีรา

ถ้ำอัลตามีรา (Altamira Cave) เป็นถ้ำแห่งหนึ่งในประเทศสเปน มีชื่อเสียงและความสำคัญเนื่องจากปรากฏภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่ภายใน ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองซานตียานาเดลมาร์ (Santillana del Mar) ในแคว้นปกครองตนเองกันตาเบรียทางภาคเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองซานตันเดร์ (เมืองหลักของแคว้น) ไปทางทิศตะวันตก 30 กิโลเมตร
ลักษณะเพดานของถ้ำอัลตามีรามีความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางแห่งต่ำมากจนถึงกับต้องคลาน โดยเฉลี่ยแล้วความสูงของเพดานไม่มากพอที่จะให้ผู้ใหญ่ร่างสูงยืนสำรวจดูอะไร ได้คล่องตัวนัก แต่อุปสรรคดังกล่าวไม่เป็นปัญหาสำหรับลูกสาวของเขา เพราะในขณะที่เขาก้มหน้าก้มตาคุ้ยเขี่ยพื้นถ้ำเพื่อหาหลักฐานทางประวัติ ศาสตร์อยู่นั้น ลูกสาวก็กำลังยืนแหงนหน้ามองภาพต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายบนผนังและเพดานถ้ำอย่างเพลิดเพลิน เท่ากับว่าเด็กหญิงผู้นี้เป็นมนุษย์สมัยใหม่คนแรกที่ได้เห็นภาพอันล้ำค่าของ มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ เมื่อนายมาร์เซลีโนได้ยินเสียงลูกสาวร้องเรียกให้ดูภาพต่าง ๆ ทำให้เขารู้โดยทันทีว่าเป็นภาพวาดจิตรกรรมชิ้นเยี่ยมของมนุษย์ถ้ำยุคหินเก่าอย่างแน่นอน เขาได้รวบรวมหลักฐานสำคัญในการค้นพบครั้งนี้เสนอต่อที่ประชุมนักมานุษยวิทยาและโบราณคดี ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในปี ค.ศ. 1880 แต่ได้รับการปฏิเสธจากที่ประชุมด้วยความคิดที่ว่าไม่น่าเป็นไปได้
ถ้ำอัลตามีราเป็นถ้ำหินปูนมีขนาดความลึก 300 หลา ภาพเขียนอันเก่าแก่ภายในถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี ค.ศ. 1869 โดยนายมาร์เซลีโน ซานซ์ เด เซาโตวลา (Marcelino Sanz de Sautuola) นักโบราณคดีสมัครเล่นและ เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณดังกล่าว วันหนึ่งเขาออกเดินสำรวจตามบริเวณถ้ำต่าง ๆ ในแถบนั้น สังเกตดูลักษณะของถ้ำขนาดใหญ่ถ้ำหนึ่งคล้ายกับเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยมาก่อน ได้พบร่องรอยบางประการ อาทิ เศษหินและกระดูกสัตว์เก่า ๆ สลักเป็นลวดลายรูปสัตว์ แต่ก็ไม่ได้สำรวจสิ่งอื่น ๆ อีก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1879 จึงได้กลับมาสำรวจภายในถ้ำร่วมกับลูกสาวอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ความลับที่ถูกปกปิดไว้ด้วยกาลเวลาได้ถูกเปิดเผยขึ้นต่อโลกใบใหม่ อย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้มาก่อน
จากนั้นอีก 16 ปี ต่อมา (ค.ศ. 1896) หลังการสำรวจอย่างจริงจังเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมดังกล่าวของนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดี ทำให้พิสูจน์ได้ว่า ภาพเขียนบนผนังและเพดานถ้ำอัลตามีราของนายมาร์เซลีโนนั้นเป็นความจริง เมื่อเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหล่งอื่น ๆ ที่ค้นพบต่อมาในภายหลัง ภาพวาดในถ้ำอัลตามีราได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยม (Masterpiece) เนื่องจากมีความเป็นเลิศทางด้านการแสดงออกและกรรมวิธีความสามารถในการวาด ระบาย รวมทั้งความงดงาม ความเข้าใจในสุนทรียภาพของผู้วาดเป็นอย่างสูง
จากบริเวณปากถ้ำลึกเข้าไปประมาณ 30 หลา ปรากฏภาพเขียนจิตรกรรมเรื่อยไปจนจรดก้นถ้ำ ภาพส่วนมากเป็นภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในยุคนั้น เช่น กวางเรนเดียร์ วัวไบซัน ม้า มีกิริยาอยู่ในท่ายืนแสดงอาการเคลื่อนไหวไม่แข็งนิ่งอยู่กับที่ รวมทั้งหมด 25 ภาพ แต่ละภาพมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงความเป็นจริง มีความสูงโดยเฉลี่ย 5-6 ฟุต โดยที่จิตรกรหรือผู้วาดพยายามเลียนให้เหมือนของจริงตามธรรมชาติให้มากที่สุด วาดด้วยเส้นอันแข็งแรงเด็ดเดี่ยว สีที่ใช้เป็นสีแดงและสีน้ำตาลระบายตัวสัตว์ ตัดเส้นเน้นเป็นบางส่วนด้วยสีดำ และที่น่าอัศจรรย์ใจคือ จิตรกรสมัยก่อนประวัติศาสตร์ผู้วาดภาพเหล่านี้ รู้จักการแก้ปัญหาการทับซ้อนกันของรูปทรง รวมทั้งแสดงถึงความเข้าใจความตื้นลึกของภาพตามหลักการวาดภาพที่มีทัศนมิติ หรือสัดส่วนใกล้ไกล (Perspective) ได้อย่างไร

มหาวิหารบูร์โกส

มหาวิหารบูร์โกส (Catedral de Burgos) อุทิศให้แก่พระแม่มารี ตั้งอยู่ที่เมืองบูร์โกส ประเทศสเปน สถาปัตยกรรมของมหาวิหารเป็นแบบสถาปัตยกรรมกอธิคเป็นส่วนใหญ่ และมีชื่อเสียงว่าเป็นมหาวิหารขนาดใหญ่ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
คริสต์ศตวรรษที่ 15 ด้านตะวันตกหรือด้านหน้าของมหาวิหารเป็นแบบกอธิคแบบฝรั่งเศส ขนาบสองข้างด้วยหอสองหอบนฐานเป็นสี่เหลี่ยม ตอนบนของหอเป็นยอดแหลมแปดเหลี่ยมทำด้วยหินสลักลวดลายโปร่ง ด้านหน้าเป็นสามชั้นมีประตูสามประตูที่มีรูปสลักหินเหนือประตู เหนือระดับประตูขึ้นไปเป็นหน้าต่างกุหลาบ เหนือหน้าต่างกุหลาบมีระเบียงรูปสลักหินบนฐานภายในกรอบหน้าต่างโค้ง เหนือบริเวณนั้นขึ้นไปเป็นอักษรสลัก PULCHRA ES ET DECORA ("Beautiful art Thou, and graceful" -- พระเยซูผู้ทรงมีราศีและความสง่างาม) ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารี ยอดกลางสูง 80 เมตร ผังของมหาวิหารเป็นแบบกางเขน ทางเดินกลางยาว 106 เมตร ด้านในมีคูหาสวดมนต์ต์ 15 คูหาที่ทางเดินข้างและแขนกางเขน ระเบียงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของมหาวิหาร และวังบาทหลวงทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ภายในมหาวิหารมีสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะซึ่งรวมทั้งแท่นบูชาทั้งเอกและรองหลายแท่น และอนุสรณ์สำหรับบุคคลสำคัญ ๆ ชาเปลคอนเดสเตเบิล (Condastable Chapel) เป็นชาเปลแปดเหลี่ยมแบบกอธิควิจิตร (Flamboyant Gothic) เต็มไปด้วยลวดลายสลักเสลาอย่างสวยงาม อัศวินและเทวดาและตราประจำตระกูล และเป็นที่ฝังศพของเปโดร เฟร์นันเดซที่ 3 แห่งเบลัสโก (Pedro Fernández III de Velasco) และครอบครัว ผู้เป็น Constable of Castile คนที่ 6 เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15

เมรีดา

เมรีดา (Mérida) เป็นเมืองหลักของแคว้นเอกซ์เตรมาดูรา ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน ในปี ค.ศ. 2007 มีประชากร 54,893 คน เมืองเมรีดาได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในชื่อภาษาละตินว่า เอเมรีตา เอากุสตา (Emerita Augusta) [ชื่อเมือง "เมรีดา" กลายเสียงมาจากชื่อนี้] หลังจากที่จักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมันได้มีคำสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันช่องทางและสะพานข้ามแม่น้ำกวาเดียนา โดยมีกองทหารโรมัน 2 กลุ่มเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานเดิม ได้แก่ กองทหารที่ 5 อาเลาได (Legio V Alaudae) และ กองทหารที่ 10 เกมีนา (Legio X Gemina) ต่อมาเมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองหลวงของจังหวัดลูซีตาเนียของโรมันและเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิ เมรีดาได้อนุรักษ์สถานที่ต่างๆ ที่สร้างในสมัยโรมันไว้มากกว่าเมืองอื่น ๆ ของสเปน (รวมทั้งประตูชัยในสมัยจักรพรรดิทราจันด้วย) เนื่องจากเหตุนี้ "กลุ่มโบราณคดีเมรีดา" จึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลก

เซโกเบีย

เซโกเบีย (Segovia) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเซโกเบียในแคว้นคาสตีลและเลออน ประเทศสเปน ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเอเรสมา (Eresma) กับแม่น้ำกลาโมเรส (Clamores) ที่ตีนเขากวาดาร์รามา (Sierra de Guadarrama) และห่างจากกรุงมาดริดไปทางทิศเหนือโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง มีประชากรจำนวน 55,586 คนอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล
จากเดิมที่เคยเป็นเมืองเมืองหนึ่งของชาวเคลต์นั้น ต่อมาได้ถูกรวมเข้ากับจังหวัดฮิสปาเนียตาราโกเนนซิสของสาธารณรัฐโรมัน (และจังหวัดการ์ตากีเนียนซิสของจักรวรรดิโรมันตอนปลายในเวลาต่อมา) บนเส้นทางระหว่างเมืองเอเมรีตาเอากุสตา (เมรีดาปัจจุบัน) กับเมืองไกซาเรากุสตา (ซาราโกซาปัจจุบัน) โดยขณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวโรมันและชาวมัวร์ เมืองนี้มีชื่อเรียกว่า เซโกเวีย (Segovia) และ ชิกูบียะห์ (Šiqūbiyyah) ตามลำดับ สันนิษฐานว่าชื่อเมืองมีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวเคลต์ว่า "เซโกบรีกา" (Segobriga) ซึ่งเกิดจากการประสมของคำว่า Sego แปลว่า "ชัยชนะ" และคำว่า -briga แปลว่า "เมือง"

มาลากา

มาลากา (Málaga) เป็นเมืองท่าในแคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซียทางภาคใต้ของประเทศสเปน ริมชายฝั่งโกสตาเดลโซล (Costa del Sol) ซึ่งเป็นชายฝั่งหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่ที่พิกัดภูมิศาสตร์ 36°43′ เหนือ และ 4°25′ ตะวันตก โดยโอบล้อมด้วยภูเขา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเนินเขาอักซาร์กีอา (Axarquía) และแม่น้ำสองสายซึ่งไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ แม่น้ำกวาดัลเมดีนา (Guadalmedina) และแม่น้ำกวาดาลอร์เซ (Guadalhorce)
จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2548 เฉพาะในเขตเมืองมาลากาจริง ๆ มีจำนวนประชากร 558,287 คน ส่วนในเขตเมือง (urban area) มีจำนวน 814,000 คน และในเขตมหานคร (เขตเมืองรวมกับเมืองบริวาร) มี 1,074,074 คน เป็นเขตมหานครที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ มีรายได้หลักจากภาคเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยว
ภูมิอากาศมีลักษณะไม่หนาวจัดและไม่แปรปรวน อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีประมาณ 19 °ซ (66 °ฟ) ท้องฟ้าเปิดและผืนอ่าวที่กว้างใหญ่ทำให้มีการเปรียบเทียบเมืองนี้กับเมืองเนเปิลส์ (Naples) ประเทศอิตาลี

ซานเตียโกเดกอมโปสเตลา

ซานเตียโกเดกอมโปสเตลา (Santiago de Compostela) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ซานเตียโก (Santiago) เป็นเมืองหลวงของแคว้นปกครองตนเองกาลิเซีย ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปนในจังหวัดลาโกรูญา ปัจจุบัน (ค.ศ. 2007) มีประชากร 92,919 คน เมืองนี้เคยได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปประจำปี ค.ศ. 2000 มหาวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเตลาซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ของเมืองนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางของเส้นทางจาริกแสวงบุญสำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยกลางอีกด้วย นั่นคือ เส้นทางของนักบุญเจมส์ (Way of St. James; ภาษากาลิเซีย: Camiño de Santiago)
สันนิษฐานว่าอนารยชนเยอรมันพวกซูเอบีเป็นผู้ตั้งเมืองซานเตียโกเดกอมโปสเตลาขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ส่วนที่มาของชื่อเมืองนั้นยังไม่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่า "Compostela" นี้มาจากคำในภาษาละตินว่า campus stellae (แปลว่า "ท้องทุ่งแห่งดวงดาว") ดังนั้น "Santiago de Compostela" จึงมีความหมายว่า "นักบุญเจมส์ในท้องทุ่งแห่งดวงดาว" มาจากความเชื่อที่ว่ากระดูกของนักบุญเจมส์นั้นถูกส่งมาจากตะวันออกกลางสู่ สเปน ต่อมากระดูกเหล่านี้ก็ถูกฝังในที่ซึ่งกลายเป็นมหาวิหารซานเตียโกเดกอมโปสเต ลาทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าชื่อเมืองนี้มาจากคำอื่น ๆ อีก เช่น Composita Tella แปลว่า "พื้นที่ฝังศพ" เป็นต้น

ซาลามังกา

ซาลามังกา (Salamanca) เป็นเมืองหลักของจังหวัดซาลามังกาในแคว้นคาสตีลและเลออน ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงริมแม่น้ำตอร์เมส ซึ่งมีสะพานข้ามแห่งหนึ่งสูง 150 เมตร สร้างบนส่วนโค้ง (arch) 26 ชิ้นส่วน โดย 15 ชิ้นส่วนนั้นสร้างขึ้นในสมัยโรมัน ส่วนที่เหลือสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบัน (ค.ศ. 2005) ซาลามังกามีประชากร 160,331 คน
ซาลามังกาตั้งขึ้นก่อนสมัยโรมโบราณโดยชาวเคลติเบเรียนเผ่าหนึ่งชื่อ วักไกอี (Vaccaei) โดยเป็นหนึ่งในสองป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันดินแดนของพวกเขาใกล้แม่น้ำดวยโร ต่อมาในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวคาร์เทจซึ่งนำโดยฮันนิบาลได้เข้าจู่โจมและยึดครองเมืองนี้ จนกระทั่งคาร์เทจสูญเสียอำนาจในคาบสมุทรไอบีเรียให้กับสาธารณรัฐโรมัน เมืองนี้จึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางการค้า ในสมัยโรมัน ซาลามังกามีชื่อเรียกว่า ซัลมันตีกา (Salmantica)
หนึ่งในช่วงที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองนี้คือปี ค.ศ. 1218 (พ.ศ. 1761) เมื่อพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออนทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัยซาลามังกาขึ้นที่เมืองนี้ และหลังจากนั้นไม่นานนัก มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางวิชาการที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากที่สุดในยุโรป
ในช่วงสงครามคาบสมุทร (ซึ่งนโปเลียนเข้ามาเกี่ยวข้อง) นั้น ยุทธการที่ซาลามังกาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1812 (พ.ศ. 2355) เป็นความปราชัยครั้งสำคัญของกองทัพฝรั่งเศส และยังเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของซาลามังกาด้วย เนื่องจากซีกตะวันตกของเมืองถูกโจมตีเสียหายอย่างหนัก

กาเซเรส

กาเซเรส (Cáceres) เป็นเมืองหลักของจังหวัดกาเซเรสในแคว้นเอกซ์เตรมาดูรา ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน เขตเทศบาลของเมืองมีเนื้อที่ 1,750.33 ตารางกิโลเมตร (675.806 ตารางไมล์) ซึ่งเป็นขอบเขตทางภูมิศาสตร์ (เมือง) ที่ใหญ่ที่สุดในสเปน
เขตเมืองเก่าหรือ "ซิวดัดโมนูเมนตัล" (Ciudad Monumental) ยังคงมีกำแพงโบราณล้อมรอบอยู่โดยยังคงลักษณะที่ได้สร้างไว้ในยุคกลางอย่างสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยของความเป็นปัจจุบันให้เห็น มหาวิทยาลัยเอกซ์เตรมาดูราและหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ 2 แห่งก็ตั้งอยู่ในเมืองนี้ นอกจากนี้กาเซเรสยังเป็นที่ตั้งของสังฆมณฑลคาทอลิกโกเรีย-กาเซเรส (Coria-Cáceres)
กาเซเรสได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1986 เนื่องจากความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมในเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างรูปแบบ ต่าง ๆ ได้แก่ โรมัน อิสลาม นอร์เทิร์นกอทิก และอิตาเลียนเรอเนซองซ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการสงครามหลายครั้งที่รบกันที่เมืองนี้ตลอดเวลาในประวัติ ศาสตร์ หอคอยประมาณ 30 แห่งที่สร้างขึ้นในสมัยอัลอันดะลุส (สมัยที่ชาวมุสลิมมีอำนาจในสเปน) ยังคงอยู่ในเมืองนี้ โดยหอคอยบูคาโก (Torre del Bujaco) มีชื่อเสียงมากที่สุด

แม่น้ำสีแดง

แม่น้ำสีแดง (Rio Tinto) ที่ประเทศสเปน บริเวณพื้นที่ตามแนวชายฝั่งแม่น้ำ Río Tinto มีการทำเหมืองทองแดง เงิน ทอง และแร่ธาตุอื่นๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ (ราว 5 พันปีก่อน) ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำดังกล่าวมีค่าความเป็นกรดสูงมาก ส่วนสาเหตุที่น้ำมีสีแดงก็เนื่องมาจากก้อนหินที่อยู่ในแม่น้ำแห่งนี้ประกอบ ด้วยธาตุเหล็กในปริมาณเข้มข้นนั่นเองเหมืองในแถบนี้ถูกปิดมานานนับ 10 ปี แต่เนื่องจากทองแดงมีราคาสูงขึ้น เจ้าของเหมืองจึงมีแผนเปิดเหมืองทองแดงอีกครั้งในปีหน้า

ซาราโกซา

ซาราโกซา (Zaragoza; Saragossa) เป็นเมืองหลักของแคว้นและของ (อดีต) ราชอาณาจักรอารากอน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอโบรและแควสาขาอวยร์บาและกาเยโก ในหุบเขาตอนกลางของแคว้นซึ่งมีภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ทะเลทราย ("โลสโมเนโกรส") ป่าหนาทึบ ทุ่งหญ้า ไป
จนถึงทิวเขา
ข้อมูลในปี ค.ศ. 2007 จากสภาเมืองซาราโกซา เมืองนี้มีประชากร 667,034 คนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งแคว้น ซาราโกซาตั้งอยู่ที่ความสูง 199 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางที่จะไปยังมาดริด บาร์เซโลนา บาเลนเซีย บิลบาโอ และตูลูส (ประเทศ ฝรั่งเศส) โดยเมืองทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ห่างจากซาราโกซาประมาณ 300 กิโลเมตร
บริเวณเมืองนี้เคยเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อว่า ซัลดูบา (Salduba) เป็นชื่อในภาษาพิวนิกของกองทัพคาร์เทจซึ่งตั้งอยู่บนซากหมู่บ้านชาวเคลติเบเรียนเดิม จนกระทั่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 เมื่อกองทัพโรมันได้เข้ารุกรานคาบสมุทรไอบีเรีย บริเวณนี้จึงตกอยู่ในการดูแลของกองรักษาด่านซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยจักรพรรดิออกุสตุส และกลายเป็นเมืองที่มีชื่อว่า ไกซาเรากุสตา (Caesaraugusta) มีฐานะเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฮิสปาเนียซีเตรีออร์
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้เข้ายึดเมืองนี้และตั้งชื่อใหม่ว่า ซารากุสตา (Saraqusta) ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา (ราชวงศ์อุไมยัด) และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นเมืองอาหรับที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของคาบสมุทร จากนั้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซาราโกซาเป็นหนึ่งในกลุ่มราชอาณาจักรไตฟา (รัฐมุสลิมหลายสิบรัฐที่แตกออกมาหลังการล่มสลายของอาณาจักรกอร์โดบา) และถูกชาวอาหรับอีกกลุ่มจากจักรวรรดิอัลโมราวิดเข้าครอบครอง ในที่สุดเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ชาวอารากอน (นับถือศาสนาคริสต์) ก็สามารถยึดเมืองนี้ได้จากพวกอัลโมราวิดและได้ตั้งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอารากอน ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนต่าง ๆ บนคาบสมุทรไอบีเรียที่จะพัฒนาเป็นราชอาณาจักรสเปนในเวลาต่อมา

โตเลโด

โตเลโด (สเปน: Toledo; ละติน: Toletum ) เป็นเมืองและเทศบาลแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศสเปน ห่างจากกรุงมาดริดไปทางทิศใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร โตเลโดเป็นเมืองหลักของจังหวัดโตเลโดและของแคว้นคาสตีล-ลามันชา ในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เมืองนี้เป็นแหล่งมรดกโลก เนื่องจากมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมากมายในฐานะหนึ่งในเมืองหลวงของจักรวรรดิสเปน รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏร่องรอยวัฒนธรรมของชาวคริสต์ ชาวยิว และชาวมัวร์อยู่ร่วมกันอีกด้วย บุคคลและศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนต่างเกิดและเคยพำนักอยู่ในเมืองนี้ เช่น การ์ซีลาโซ เด ลา เบกา, พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 และเอลเกรโก ในปี ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) เมืองนี้มีประชากร 75,578 คน และมีพื้นที่ 232.1 ตารางกิโลเมตร (89.59 ตารางไมล์)
โตเลโดเคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรวิซิกอท (ในสเปนโบราณ) ตั้งแต่สมัยพระเจ้าลีอูวีกิลด์ และมีฐานะเป็นเมืองหลวงจนกระทั่งชาวมัวร์ (ชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ) ได้เข้ามายึดครองคาบสมุทรไอบีเรียเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 ภายใต้การปกครองของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา โตเลโด (ซึ่งในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า "ตุไลเตละห์") ก็ได้เข้าสู่ยุคทอง ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองอันยาวนานนี้รู้จักกันในชื่อ "ลากอนบีเบนเซีย" (La Convivencia) หรือการอยู่ร่วมกัน (ของชาวคริสต์ ชาวยิว และชาวมุสลิม)
ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1085 (พ.ศ. 1628) พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 แห่งคาสตีลทรงยึดเมืองโตเลโดคืนจากชาวมุสลิมได้และสถาปนาเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรคาสตีล-เลออนในช่วงของการพิชิตดินแดนคืน (Reconquista) โตเลโดในอดีตมีชื่อเสียงจากการผลิตเหล็ก (โดยเฉพาะดาบ) และปัจจุบันยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตมีดและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากเหล็ก เมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนทรงย้ายราชธานีจากโตเลโดไปมาดริดในปี ค.ศ. 1561 (พ.ศ. 2104) นั้น เมืองเก่าแห่งนี้ก็ค่อยๆ เสื่อมลงและไม่ได้รับการฟื้นฟู
ป้อมอัลกาซาร์ (Alcázar) ซึ่งตั้งอยู่บนส่วนที่สูงที่สุดของเมืองนี้มีชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ในฐานะสถาบันวิชาทหารแห่งหนึ่ง เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนระเบิดขึ้นในปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479) กองทหารในป้อมนี้ถูกล้อมโดยกองกำลังของฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ

กด like Fanpage ติดตามโปรโมชั่น

ช่องทางติดต่อ

nexttripholiday77      LINE - nexttrip11      LINE - nexttrip22      LINE - nexttrip33      LINE - nexttrip44      LINE - nexttrip55      LINE - nexttrip66
Shape
YOUTNTAFBTWI

Our Gallery

All Gallery

 

About Us

เน็กซ์ ทริป ฮอลิเดย์ เรามีประสบการณ์ในด้านการทำทัวร์ที่เน้นคุณภาพ ราคาประหยัด  จึงทำให้มีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวนมาก จากหลากหลายช่องทาง ราคาทัวร์ที่ถูกกว่าในท้องตลาดทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปกับเราได้อย่างสุขสบาย  ในเส้นทางเกาหลี  ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  เส้นทางยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

More

รับโปรโมชั่น !!

Terms and Conditions