• Font size:
  • Decrease
  • Reset
  • Increase

ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว: 11/07440

ข้อมูลท่องเที่ยวพม่า

ข้อมูลท่องเที่ยวพม่า (3)

Monday, 05 October 2015 10:21

ท่องเที่ยว พุกาม

Written by

พุกาม เมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (พ.ศ. 1587 - พ.ศ. 1830) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า พุกาม เป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายามเร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไป พุกาม ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ อยู่ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน พุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์ เจดีย์แห่งแรกของพุกามคือ เจดีย์ชเวซีโกน สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม โดยธรรมเนียมการสร้างเจดีย์ เจดีย์องค์ใหญ่สุดจะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์ทรงสร้าง และองค์ที่มีขนาดเล็กถัดมา เป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ ลดหลั่นลงมาตามบรรดาศักดิ์ นอกจากเจดีย์ชเวซีโกนแล้ว ยังมีเจดีย์สำคัญ ๆ อีกหลายองค์และวัดสำคัญ ๆ อีกเช่น เจดีย์ชเวซันดอ, อานันทวิหาร, เจดีย์ตะเบียงนิว, วัดพะยาตองซู เป็นต้น

ชาวพม่า (บะหม่า) คือชนกลุ่มที่ 3 ที่เข้ามาตั้งรกรากในลุ่มแม่น้ำกว้างใหญ่ พวกเขาค่อย ๆ เข้ามาตั้งแต่สมัยชาวปยูกำลังเรืองอำนาจ เมื่อน่านเจ้าชนะปยูแต่ไม่ได้เข้ามายึดครองพื้นที่ ทำให้บริเวณนี้ปราศจากผู้นำ ชาวพม่าได้โอกาสจึงรีบตั้งต้นเป็นปึกแผ่น ก่อเกิดอาณาจักรต่าง ๆ สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้
ประวัติศาสตร์ของชาวพม่าแบ่งเป็น 3 ยุคโดยง่าย ได้แก่ ยุคชาวมอญและชาวปยู ยุคพุกาม และยุคหลัง พวกเราชาวไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่กรุงอังวะ หงสาวดี และตองอู พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และผู้ชนะสิบทิศนามบุเรงนอง เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์อลองพญา ในยุคสมัยของพระเจ้าปดุงในครั้งสงครามเก้าทัพ จวบจนพม่าเสียเอกราชให้อังกฤษ แต่ตอนนี้ผมกำลังพาคุณเดินทางจากเมืองย่างกุ้งขึ้นไปทางเหนือตามลำน้ำเอยาว ดี เป้าหมายของเราคือเมือง Bagan หรือพุกาม อันเป็นอาณาจักรก่อนหน้านั้น
พุกามเริ่มถูกบันทึกในประวัติศาสตร์หลังจากชาวปยูพินาศไปเพียงไม่กี่ปี เริ่มต้นที่เมืองพุกามในสมัยของพระเจ้าปยิงปยาในพ.ศ.1392 ในช่วงกว่าร้อยปีต่อมาเป็นเวลาสะสมอำนาจสร้างเมืองแข่งกับชาวมอญที่แตกเป็น ก๊กเป็นเหล่ากระจายไปทั่ว จวบจนถึงยุคของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพม่านาม “พระเจ้าอโนรธา” พระองค์ขึ้นครองอาณาจักรพุกามในพ.ศ.1587 จากนั้นจึงตีเมืองต่าง ๆ ของชาวมอญเป็นผลสำเร็จ กวาดต้อนแรงงานเข้ามาสู่อาณาจักรพุกามกว่าสามหมื่น ทำให้เมืองขยายขนาดและชาวมอญที่เหลือยอมศิโรราบ ในช่วงเกือบ 40 ปีต่อมา พระองค์ทรงขยายอาณาจักรจนมีอาณาเขตกว้างไกล ทิศเหนือติดน่านเจ้า ทิศตะวันออกติดอาณาจักรขอม เทือกเขายะไข่ติดต่อกับอินเดีย ชายฝั่งภาคใต้ติดทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล
พุกามเป็นดินแดนแห่งเจดีย์ 4,000 องค์ น่าจะอยู่ยุคเดียวกับสุโขทัย แต่เมื่อลองค้นข้อมูลแล้วจึงทราบ อาณาจักรพุกามรุ่งเรืองระหว่างพ.ศ.1392-1877 ก่อนสุโขทัยหลายร้อยปี (พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตั้งอาณาจักรในพ.ศ.1791) หากนับเวลาแล้วพุกามกับขอมจะอยู่ในยุคเดียวกัน โดยเฉพาะช่วงรุ่งเรืองของขอมระหว่างพ.ศ.1345-1974 เพียงแต่พุกามสร้างวัดและเจดีย์ตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ชาวขอมสร้างปราสาทตามความเชื่อฮินดู พุกามเน้นการใช้อิฐ ขอมสร้างโดยใช้หิน แต่ทั้งสองล้วนเป็นอาณาจักรรุ่งเรืองที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุค นั้น ก่อนขอมเริ่มหมดกำลังพ่ายแพ้ต่อไทย พุกามพ่ายแพ้ต่อจีนในครั้งสงครามกุบไลข่าน หลงเหลือเพียงร่องรอยของอารยธรรมโบราณให้พวกเราตื่นตาตื่นใจมาจนทุกวันนี้ อาณาจักรขอมและพุกามเสื่อม อาณาจักรสุโขทัยจึงกำเนิดขึ้น จากยุคสุโขทัยมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 760 ปีแล้ว เจดีย์ในพุกามสร้างก่อนหน้านั้นจึงมีอายุประมาณ 1000 ปี ในขณะที่อาณาจักรขอมสร้างปราสาทหิน อาณาจักรพุกามสร้างเจดีย์ สองฟากฝั่งทั้งตะวันออกและตะวันตกเจริญอย่างสุดขีด แต่ขณะนั้นอาณาจักรสุโขทัยเพิ่งเริ่มต้น แอ่งอารยธรรมขอมและพุกามยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน

map-1

ลักษณะภูมิประเทศ
• ภาคเหนือ - เทือกเขาปัตไก เป็นพรมแดนระหว่างพม่าและอินเดีย
• ภาคตะวันตก - เทือกเขาอระกันโนมากั้นเป็นแนวยาว
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - เป็นที่ราบสูงชาน
• ภาคใต้ - มีทิวเขาตะนาวศรี กั้นระหว่างไทยกับพม่า
• ภาคกลาง - เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีลักษณะภูมิอากาศ
• มรสุมเมืองร้อน
• ด้านหน้าภูเขาอาระกัน โยมา ฝนตกชุกมาก
• ภาคกลางตอนบนแห้งแล้งมาก เพราะมีภูเขากั้นกำบังลม
• ภาคกลางตอนล่างเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่ ปลูกข้าวเจ้า ปอ
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศค่อนข้างเย็น และค่อนข้างแห้งแล้งเศรษฐกิจ
เกษตรกรรม เป็นอาชีพหลัก เขตเกษตรกรรมคือ บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี และแม่น้ำสะโตง ปลูกข้าวเจ้า ปอกระเจ้า อ้อย และพืชเมืองร้อนอื่นๆ
ทำเหมืองแร่ ภาคกลางตอนบนมีน้ำมันปิโตรเลียม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขุดแร่ หิน สังกะสี และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทำเหมืองดีบุก
การทำป่าไม้ มีการทำป่าไม้สักทางภาคเหนือ ส่งออกขายและล่องมาตามแม่น้ำอิรวดีเข้าสู่ย่างกุ้ง
อุตสาหกรรม กำลังพัฒนา อยู่บริเวณตอนล่าง เช่น ย่างกุ้ง
เป็นประเทศกำลังพัฒนาขั้นต่ำ หรือมีรายได้เฉลี่ยต่อบุคคล อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก
ประชากร
จำนวนประชากรประมาณ 50.51 ล้านคน ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 61 คน/ตร.กม. พม่ามีประชากรหลายเชื้อชาติ จึงเกิดเป็นปัญหาชนกลุ่มน้อย มีชาติพันธุ์พม่า 63% มอญ 5% ยะไข่ 5% กะเหรี่ยง 3.5% คะฉิ่น 3% ไทย 3% ชิน 1%
วัฒนธรรม
วัฒนธรรมของพม่าได้รับอิทธิพลทั้งจากจีน อันเดีย และไทยมาช้านาน ดังสะท้อนให้เห็นในด้านภาษา ดนตรี และอาหาร สำหรับศิลปะของพม่านั้นได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีและพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ในปัจจุบันนี้วัฒนธรรมพม่ายังได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากเขตชนบทของประเทศ ด้านการแต่งกาย ชาวพม่าทั้งหญิงและชายนิยมนุ่งโสร่ง เรียกว่า ลองยี ส่วนการแต่งกายแบบโบราณเรียกว่า ลุนตยาอชิก
ภาษานอกจากภาษาพม่า ซึ่งเป็นภาษาราชการแล้ว พม่ามีภาษาหลักที่ใช้งานในประเทศถึงอีก 18 ภาษา โดยแบ่งตามตระกูลภาษาได้ดังนี้
• ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ได้แก่ ภาษามอญ ภาษาปะหล่อง ภาษาปะลัง (ปลัง) ภาษาประรวก และภาษาว้า
• ตระกูลภาษาซิโน-ทิเบตัน ได้แก่ ภาษาพม่า (ภาษาราชการ) ภาษากะเหรียง ภาษาอารากัน (ยะไข่) ภาษาจิงผ่อ (กะฉิ่น) และภาษาอาข่า
• ตระกูลภาษาไท-กะได ได้แก่ ภาษาฉาน (ไทใหญ่) ภาษาไทขึน ภาษาไทลื้อ และภาษาไทคำตี่
• ตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน ได้แก่ ภาษาม้งและภาษาเย้า (เมี่ยน)
• ตระกูลภาษาออสโตรนีเชี่ยน ได้แก่ ภาษามอเก็นและภาษาสะลน

map 2

พุกาม (Bagan)
เมืองพุกามนั้นเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ สมัยศตวรรษที่ 11 เป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของประเทศพม่า โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของเจดีย์จำนวนกว่า 5,000 องค์ จนได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองแห่งเจดีย์สี่พันองค์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในประเทศพม่าได้เป็นอย่างดีคนทั่วไปจึงขนานนามเมืองพุกามนี้ว่าเป็นอู่อารยธรรมของประเทศเมืองพุกามถูกสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกำแพงเมืองด้านใต้และตะวันออกเท่านั้น กล่าวกันว่า จำนวนเจดีย์ที่แท้จริงนั้นมีเป็นจำนวนกว่า 10,000 องค์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับจำนวนเจดีย์ในปัจจุบัน ที่แม้จะต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่เจดีย์ที่ยังคงอยู่นั้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เนื่องจากพุกามเป็นเขตแห้งแล้ง ทำให้เจดีย์ไม่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติใดๆ อีกทั้งชาวพม่าก็ถือคติที่จะไม่ทำลายเจดีย์อย่างเคร่งครัดพุกาม เมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (พ.ศ. 1587 - พ.ศ. 1830) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า พุกาม เป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายามเร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไปพุกาม ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ อยู่ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน
พุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์ เจดีย์แห่งแรกของพุกามคือ เจดีย์ชเวสิกอง สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม โดยธรรมเนียมการสร้างเจดีย์ เจดีย์องค์ใหญ่สุดจะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์ทรงสร้าง และองค์ที่มีขนาดเล็กถัดมา เป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ ลดหลั่นลงมาตามบรรดาศักดิ์นอกจากเจดีย์ชเวสิกองแล้ว ยังมีเจดีย์สำคัญ ๆ อีกหลายองค์และวัดสำคัญ ๆ อีกเช่น เจดีย์ชเวซันดอ, อานันทวิหาร, เจดีย์ตะเบียงนิว, วัดพะยาตองซู เป็นต้น

map-3-1

สนามบินพุกามเล็กกว่าย่างกุ้งหรือมัณฑเลย์อย่างเห็นได้ชัด ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลัก เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว ผู้คนเกือบทั้งหมดทำมาหากินด้านการท่องเที่ยว จะมีด้านการเกษตรหรืองานฝีมือบ้างก็ไม่เท่าไหร่ เราเดินตรงจากเครื่องเข้าอาคารได้ทันทีโดยไม่ต้องเข้างวงหรือรอรถมารับให้วุ่นวาย นอกจากนี้ พุกามยังถือเป็นเขตพิเศษ ก่อนออกจากสนามบิน นักท่องเที่ยวต้องจ่ายตังค์ค่าเที่ยวพุกามคนละ 10 เหรียญ เขาจะเก็บตรงทางออกเลยครับ ไม่มีทางเลี่ยงเป็นแน่ เมื่อจ่ายไปจะได้การ์ดเล็ก ๆ มาให้ดูต่างหน้าหนึ่งใบ แค่พกติดตัวไว้แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องห้อยคอหรือเอามาแปะเสื้อ ยกเว้นคุณซวยจริงเจอเจ้าหน้าที่มาตรวจพุกามสมแล้วที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของพม่า ทันทีที่นั่งรถผ่านประตูสนามบิน บรรยากาศรอบด้านคล้ายย้อนยุคไปหลายร้อยปี รอบด้านไม่มีตึกแถว ไม่มีชุมชน ไม่มีบ้านคนเลยด้วยซ้ำ มีแต่ทุ่งหญ้า ดงไม้ และเจดีย์โผล่มาทั้งซ้ายและขวา รัฐบาลพม่าดูแลรักษาพื้นที่ดีมาก เขากำหนดเขตประวัติศาสตร์ ไม่อนุญาตให้สร้างบ้านสร้างอาคาร ทุกอย่างต้องถูกเก็บไว้เหมือนเดิม เมืองใหม่ของพุกามอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ในเขตเมืองเก่ามีแค่ตลาดย่อม ๆ กับโรงแรมเพียงสามสี่แห่ง ทั้งหมดอยู่รวมกันใกล้ริมแม่น้ำ ปล่อยให้บริเวณอื่นเป็นแหล่งประวัติศาสตร์มีแต่ถนนและหมู่พระเจดีย์

 MG 2089

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง Shwezigon Pagoda เป็นเจดีย์ใหญ่ สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวพม่าและชาวไทย ตั้งอยู่ที่เมืองพุกาม โดยชื่อ “ชเวสิกอง” มีความหมายว่า เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ (ชเว = ทอง)
สร้างโดย พระเจ้าอโนรธามังช่อ แต่แล้วเสร็จในรัชกาลพระเจ้าจานสิตาแห่งอาณาจักรพุกาม ราว 960 ปีก่อน ภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาจากลังกา บนหลังช้างเผือก พระเจ้าอโนรธามังช่อได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใด จะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น
เจดีย์ชเวสิกองสร้างถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นเจดีย์แห่งชัยชนะ ที่พม่ารบชนะเหนือมอญแบบเด็ดขาดเป็นครั้งแรกเป็นที่บรรจุพระทันตธาตุขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพม่าถือเป็น 1 ใน 5 ของมหาบูชาสถาน คือ
1. ชเวดากอง ย่างกุ้ง
2. ชเวสิกอง พุกาม
3. ชเวมอดอว์ หงสาวดี
4. ชเวซานดอร์ เมืองแปร
5. พระมหามัยมุนี มัณฑะเลย์ เจดีย์ชเวสิกองถูกบูรณะในสมัยต่อมาอีกหลายครั้ง เจดีย์ชเวสิกอง เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ พื้นผิวภายนอกถูกปิดด้วยทองคำเปลว ปัจจุบันมีความสูงราว 53 เมตร หรือ 160 ฟุต มีลวดลายปูนปั้นอยู่ 3 แถว และมีเจดีย์เล็กๆ เป็นบริวารอยู่รายรอบ

 MG 2135-1

วิถีชีวิตของชาวบ้านแห่งเมือง ยองอู เรียบง่ายและดำเนินไปอย่างช้าๆ ถ้าจะเทียบกับเมืองไทยก็คงจะย้อนหลังไปซัก 50 ปี การเดินทางมาพุกามจากย่างกุ้ง ถ้ามาโดยรถบัสจะออกจากย่างกุ้งประมาณ 6โมงเย็น ถึงยองอูราว ตี4 เช้า ค่าโดยสารประมาณ 15000 จ๊าต ระยะทางประมาณ 680 กม. พอถึงยองอูยังไม่ต้องเข้าที่พัก หารถเช่าแถวๆนั้นตกลงราคาแบบทั้งวัน(ประมาณ 40000-60000จ๊าต) ให้พาไปถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นก่อนเลย หลังจากนั้นจึงค่อยกลับมาเข้าที่พัก ทานอาหารเช้า แล้วค่อยออกไปใหม่ ที่พักแนะนำ เมขลา เกสต์เฮาส์ ( may kha lar guest house ) ราคาประมาณ 22 US ห้องแอร์ เตียงคู่ มีน้ำร้อน รวมอาหารเช้า ถ้าไปหลายคนเช่ารถตู้ก็ประมาณ 100US ต่อวัน พม่าไม่อนุญาตให้ต่างชาติขับรถ เพราะฉะนั้นเวลาเช่ารถก็จะแถมคนขับพร้อมน้ำมัน ถ้าเช่ารถม้าจะนั่งได้ 2 คน ราคาประมาณ 5000-7000 จ๊าต อีกทางเลือกคือ นั่งเครื่องบินจากย่างกุ้งมายองอู มีสายการบิน แอร์บากัน ราคาประมาณ 4000 บาท

 MG 2560

วิหารอนันดา ANANDA PAHTO
“เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม” คือคำกล่าวขวัญถึงมหาวิหารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองพุกาม ประเทศพม่า เริ่มสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1633 แล้วเสร็จในปีต่อมา ในรัชกาลพระเจ้าจานสิตาเมื่อก่อนยอดพระเจดีย์ยังเป็นสีขาวเหมือนกับพระเจดีย์องค์อื่นๆ ของพุกาม แต่รัฐบาลพม่าได้มาทาสีทองทับเมื่อปี พ.ศ.2533 เพื่อสมโภชการสร้างอานันทวิหารครบรอบ 900 ปี อานันทวิหารเป็นพระเจดีย์ที่สามารถเดินเข้าไปข้างในได้ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีมุขยื่น 4 ทิศประตูทางเข้าเป็นประตูโค้ง (arch) ที่มักพบเห็นในสถาปัตยกรรมตะวันตกมากกว่าตะวันออก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนไม้ปิดทองสี่ทิศ พระกกุสันโธพุทธเจ้า ประจำทิศเหนือ (องค์เดิม) แท้จริงแล้วประจำทิศตะวันออก พระโกนาคมน์พุทธเจ้า ประจำทิศตะวันออก (สร้างใหม่) พระกัสสปพุทธเจ้า ประจำทิศใต้ (องค์เดิม) พระโคตมพุทธเจ้า ประจำทิศตะวันตก (สร้างใหม่) ผนังภายในแต่ละทิศมีพระพุทธรูปปางต่างๆ รายล้อมกว่า 1,800 อง

 MG 2271

พระเจดีย์มนูหา Manuha Paya
สร้างโดยพระเจ้ามนูหากษัตริย์มอญ ในครั้งที่พระองค์ถูกพระเจ้าอโนรธาจับมาเป็นเชลยในองค์พระเจดีย์ อันเป็นการรำลึกถึงคราวที่พระองค์ถูกพระเจ้าอโนรธาจับมาเป็นเชลย ซึ่งไม่เพียงกษัตริย์และมเหสีเท่านั้นชาวมอญเรือนหมื่นก็ถูกกวาดต้อนมาด้วย พระเจ้ามนูหาจึงทรงสร้างพระเจดีย์แห่งนี้ให้ดูอึดอัด เพื่อต้องการถ่ายทอดความรู้สึกคับข้องใจ ภายในองค์พระเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์แต่มีองค์เดียวที่เป็นของเดิมอีก 2 องค์ถูกสร้างขึ้นใหม่ ส่วนด้านหลังมีพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ประดิษฐาน แม้จะดูใหญ่โต แต่ก็เป็นการประดิษฐานอยู่ในวิหารแคบๆ อันเป็นผลมาจากพระประสงค์ของพระองค์นั่นเอง

 MG 2839

โครงสร้างของวัดอนันดา มีระเบียงทางเดินที่ไม่ซับซ้อน มีซุ้มประตูใหญ่สี่ซุ้มขนาดเท่ากัน ทุกด้านเปิดจากแนวกึ่งกลางกำแพงไปสู่ห้องคูหากลางวิหาร ด้านบนก่อเป็นแกนทึบสี่เหลี่ยมขึ้นไปรับกับส่วนยอด ที่แกนทึบแต่ละด้านทำรวงข้าวไปเป็นซุ้มพระขนาดใหญ่ ผนังแต่ละด้านยาว 53 เมตร โครงสร้างวิหารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ในซุ้มพระมีพระพุทธรูปยืน จำหลักจากไม้สัก สูง 9.5 เมตร ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ซุ้ม แทนองค์พระอดีตพุทธเจ้าทั้งสี่ในกัปนี้ ที่หลังคาเจาะเป็นช่องเล็กๆ ให้ส่องแสงลงมาต้ององค์พระ พระพุทธรูปทางทิศเหนือ และใต้เป็นของที่มีอยู่แต่เดิม แต่ทางทิศตะวันออกกับตะวันตกเป็นพระที่สร้างขึ้นใหม่

 MG 2260

วัดสัพพัญญู (Thatbyinnyu temple)
ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถัดจากวัดอนันดา มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 500 เมตร เป็นที่รู้จักกันในนาม “ วัดสัพพัญญูู” จัดเป็นวัดที่สูงที่สุดในเมืองพุกาม(61 เมตร) ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงเมือง ถือเป็นแม่แบบของสถาปัตยกรรมพม่าพระเจ้าอลองสิทธูทรงสร้างวัดนี้ขึ้นในกลางศตวรรษที่ 12 รูป ทรงคล้ายวัดอนันดา แต่แผนผัง ยาวกว่าด้านอื่นๆ ตัววิหารชั้นบนนั้นสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยม ขนาดเล็ก ด้านใน “กลวง” ซ้อนอยู่ บนวิหารชั้นล่างที่มีขนาดใหญ่กว่า นับเป็นเอกลักษณ์ ของวัดพม่าโดยเฉพาะ ต่างจากวัดมอญที่นิยมสร้างเป็นวิหารชั้นเดียว แกนกลางชั้นล่างนั้นก่อเป็นแกนทึบ เพื่อเป็นฐานรากรองรับโครงสร้างของวิหารชั้นบนซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน องค์พระหันหน้าไปทางทิศตะวันออกวิหารแต่ละชั้นมีหน้าต่างสองแถวซ้อนกัน ทำเป็นซุ้มโค้ง ภายในจึงสว่าง และมีลมพัดผ่าน เข้ามาได้วิหารสองชั้นแรกเคยเป็นที่พำนัก ของบรรดาพระภิกษุ ชั้นสามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชั้นสี่ทำเป็นหอพระไตรปิฏก ส่วนยอดทีทำเป็นสถูปองค์ปรางค์นั้นใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถ้าต้องการขึ้นไปชั้นบน ต้องใช้บันไดด้านในขึ้นไปยังลานทักษิณชั้นบนสุดสามชั้นที่รองรับปรางค์ยอดสิงขรและองค์สถูป มองออกไปจะเห็นวัดอนันดาและ ทิวทัศน์อันงดงามตระการตา

 MG 2508

วัดธรรมยางจี “ดัมมะหยั่นจี”(Dhammayangyi temple )
เป็นวัดที่พระเจ้านะระตู่ได้สร้างขึ้นด้วยทรงปริวิตกว่าผลกรรมจากการกระทำปิตุฆาตจะติดตามพระองค์ไปในชาติภพหน้า พระองค์งสร้างวัด แห่งนี้ขึ้นเพื่อล้างบาป ปัจจุบัน วัดธรรมยางจี เป็นวัดที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ดีที่สุดในพุกาม มีแผนผังคล้ายวัดอนันดา แต่ความประณีตกลมกลืนเทียบวัดอนันดาไม่ได้สะท้อนถึงบรรยากาศอันดำมืดมัวหม่นในยุคนั้น แต่ฝีมือการก่อศิลาต้องนับว่าเป็นเอกกล่าวกันว่าพระเจ้านะระตู่ทรงควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง ถ้าช่างวางเรียงศิลา ให้มีช่องพอให้สอดเข็มเข้าไปได้ แม้สักเล่มหนึ่ง ก็จะมีรับสั่งให้ประหารช่างผู้นั้นทันทีแต่วัดสร้างยังไม่ทันเสร็จ พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ลงเสียก่อน เหตุเพราะทรงรับเอาสนมในรัชกาลก่อน มาเป็นนางห้ามของพระองค์เองอีกต่อหนึ่ง แต่ไม่โปรดฯ พิธีแบบฮินดู ของชายาองค์หนึ่งซึ่งเป็นธิดามหาราชาแห่งแคว้นปะแทกกะยาในอินเดีย จึงสั่งประหารนางเสีย พระราชบิดาของนางทรงแค้นเคืองนักจึงส่งทหารมือดีแปดนายปลอมตัวเป็นพราหมณ์เดินทางไปเฝ้าพระเจ้านะระตู่ แล้วใช้ดาบปลงพระชนม์ขณะเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ก่อนฆ่าตัวตายเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด

 MG 2362

วัดติโลมินโล (Htilo Minlo Temple)
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ 1.5 กม. บนถนนที่ตัดไปเมืองยองอู สร้างขึ้นเมื่อปี 1211 ตามบัญชา พระเจ้านันต่าว-มยา บันทึก พงศาวดารฉบับหอแก้ว กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นโอรสในพระเจ้านรปติสิทธู ซึ่งเกิดแต่นางห้ามผู้หนึ่ง และได้รับเลือกเป็นรัชทายาท หลังทำการเสี่ยงทายตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์พระองค์ใหม่กับพระอนุชาทั้งสี่ได้จัดตั้งสภาเสนาบดีขึ้นบริหาร ราชการแผ่นดิน เรียกว่า สภาลู้ตต่อ และใช้เป็นชื่อรัฐสภาพม่าสืบมาจนถึงทุกวันนี้

 MG 2950

เจดีย์ชเวซิกอง (Shwezigon pagoda)
เป็นสถูปรูปแบบดั้งเดิมของพม่าสร้างขึ้นหลังพระเจ้าอโนรธา ขึ้นครองราชย์ เพื่อใช้่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นทั้งที่ประชุมสวดมนต์และศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทในพุกามพระเจ้าอโนรธา ทรงเชื่อว่าตนเองเป็น “พระมหาจักรพรรดิราช” จึงพยายามรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ มาไว้ด้วยกัน ทั้งพระรากขวัญ กับพระนลาต จากเมืองปยี่ พระเขี้ยวแก้วจำลองจากเมืองแคนดี และพระแก้วมรกตจากหยุนหนาน จากนั้น ทรงปล่อยช้างเผือกที่อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาจากลังกาออกไปเพื่อเสี่ยงทาย พญาช้างเผือกหยุดพำนักที่ตรงไหน ก็สร้างเจดีย์ชเวซิกองขึ้น ณ ตำแหน่งนั้น แต่สร้างฐานไปได้ แค่สามชั้น พระเจ้าอโนรธาก็สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อนในปี 1077 พระเจ้าญาณสิทธาจึงสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์ ในปี 1089รอบเจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธเจ้ายืน แม้วิหารจะเล็กกว่าและมีจำนวนน้อยกว่าเจดีย์ชเวดากองของนครย่างกุ้ง แต่แค่นี้ก็ถือว่าแตกต่างจากเจดีย์โบราณอื่น ๆ ในพุกาม ยิ่งดูเท่าไหร่ยิ่งเห็นชเวซิกองเป็นเจดีย์ไม่โบราณครับ การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ดำเนินถึงปัจจุบันทำให้เจดีย์ดูใหม่ แม้สวยเฉียบแต่ต้องบอกตามตรงว่าไม่ให้อารมณ์สมมาอาณาจักรโบราณเช่นพุกาม

 MG 2143

ananda phato ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกำแพงเมือง เดิมเป็นวัดสีขาว เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบมอญที่งดงามมาก สร้างเสร็จเมื่อปี 1091 เมื่อสร้างเสร็จ ก็งามเสียจนพระเจ้าญาณสิทธาเกรงว่าจะมีใครสร้างซ้ำ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตนายช่างทั้งหมด ตามพิธีกรรมของพวกพราหมณ์

 MG 2277

วัดติโลมินโล (Htilominlo Temple) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์ติโลมินโล หรือ เจดีย์ตั้งฉัตร ถูกสร้างในสมัยพระเจ้านาตองมยา (Nandaungmya) เป็นเจดีย์ 3 ชั้น ที่มีความสูง ประมาณ 46 เมตร (150 ฟุต) และสร้างด้วยอิฐสีแดง ปัจจุบันวัดติโลมินโลเป็นอีกหนึ่งวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่อง เที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม

 MG 2199

ในวัดอนันดามีคูหาสูงหลายวา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสูงเกือบถึงเพดาน ข้อมูลบอกว่าองค์พระสูง 9 เมตรเศษ ฐานดอกบัวที่ท่านยืนอยู่บนนั้นสูง 3 เมตร ตลอดทั้งองค์ลงทองไว้เหลืองอร่าม ท่านคือ “พระกัสสป” หรือ 1 ใน 4 พระอดีตพุทธเจ้า (ตามความเชื่อว่าก่อนหน้าพระพุทธเจ้ามีพระอดีตพุทธเจ้า)
วิหารอนันดามีคูหาแบบนี้ทั้ง 4 ทิศ ประดิษฐานพระอดีตพุทธเจ้า 4 องค์ อีกสามองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ (เหนือ) พระโกนาคมน์ (ตะวันออก) และพระศรีศากยมุนี (ตะวันตก) หากเป็นองค์ทิศเหนือกับองค์ทิศใต้เป็นพระไม้ลงรักปิดทองของเก่าอายุเกือบพันปี หากเป็นองค์ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นของสร้างใหม่ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้จากธูปเทียนบูชา

 MG 2244

ในพุกามมีเจดีย์ไม่ต่ำกว่า 2,000 องค์ แม้เจดีย์ที่ผู้คนนิยมเที่ยวกันจะมีจำนวนต่ำร้อย แต่จะให้ฟันธงไปว่าที่ไหนสวยสุดเป็นเรื่องยาก บางคนชอบดัมมายันจีเพราะเป็นเจดีย์ใหญ่ดีงานอิฐฝีมือเลิศล้ำ บ้างชอบชเวสันดอเพราะขึ้นไปบนนั้นแล้วเห็นวิวสวย บ้างชอบชเวซิกอนเพราะเป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีรสนิยมเป็นอย่างไร ทุกคนล้วนลงความเห็นตรงกัน วัดอานันดาวิหารคือโบราณสถานน่าสนใจที่สุดในพุกามAnanda Temple รู้จักในหมู่นักเที่ยวไทยในฐานะ “วิหารเหนือวิหาร” สร้างโดยพระเจ้าจานสิตา กษัตริย์ผู้สร้างวัดและเจดีย์ไว้มากมายรวมทั้งเป็นผู้สร้างชเวซิกอนจนสำเร็จ

 MG 2943

กุลเงินของพม่า :จ๊าต (Myanmar Kyat, MMK)
ธนบัตรที่ปัจจุบันประเทศพม่าออกใช้
ประเภทเหรียญ : 1 ปยา, 5 ปยา, 10 ปยา, 25 ปยา และ 50 ปยา
ประเภทธนบัตร : 1จ๊าต, 5จ๊าต, 20จ๊าต, 50จ๊าต, 100จ๊าต, 200จ๊าต,500จ๊าต, 1,000จ๊าต, 5,000 จ๊าตและ 10,000 จ๊าต

เงนจาดพมา-Kyat

 

ชื่อประเทศ สหภาพเมียนมาร์ (Union of Myanmar)
ธงชาติ

picture2012 84255616442

อาณาเขต 657,740 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย)
ประชากร จำนวนประชากรประมาณ 50.2 ล้านคน ( พ.ศ.2547)
ลักษณะภูมิประเทศ ประเทศพม่าตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 28 องศา 30 ลิปดา ถึง 10 องศา 20 ลิปดาเหนือ เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีลักษณะพิเศษนั้นคือ
มันเป็นเพียงแค่ประเทศหนึ่งเดียวในภูมิภาคเอเชียใต้นี้เท่านั้น ที่มีพรมแดนทางแผ่นดินติดต่อกับสองประเทศซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกนั้นก็คือ จีนและ
อินเดียภูมิประเทศตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันทำให้ มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,000 ไมล์ และมีหาดที่สวยงามเก่าแก่บริสุทธิ์อยู่หลายแห่ง พม่ามีชายแดน
ด้านตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบังคลาเทศและอินเดีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับธิเบตและจีน ส่วนทางตะวันออกติดกับลาว และทางตอนใต้ติดกับไทย รูปพรรณ
สัณฐานเหมือนกับว่าวที่มีหางยาวล้อมรอบเกือกม้าขนาดใหญ่คือแนวเทือกเขามหึมา และภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ มียอดเขาสูงอยู่มากมายตามแนวเทือกเขาของพม่า
และมีหลายยอดที่สูงเกินกว่า 10,000 ฟุต ตามแนวชายแดนหิมาลัยทางเหนือของพม่าที่ติดกับธิเบตเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "ฮากากาโบ ราซี"
19,314 ฟุต ต่ำลงมาจากแนวเขาเหล่านี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ภายในประเทศพม่า รวมทั้งเขตแห้งแล้งกินอาณาเขตกว้างตอนกลางของพม่า และยังมีที่ราบลุ่มบริเวณสาม
เหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีที่อุดมสมบูรณ์ทอดยาวลงไปทางตอนใต้เป็นนาข้าวกว้างใหญ่ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
แผนที่ อาณาเขต

24แผนทประเทศเมยนมาร1

ทิศเหนือ ติดประเทศจีน
ทิศตะวันออก ติดกับจีน ลาว และไทย
ทิศตะวันตก ติดกับอ่าวเบงกอล อินเดีย และบังคลาเทศ
ทิศใต้ ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล
เมืองหลวง เนปิดอย์ (Naypyidaw))
ประชากรเมืองหลวง ประชากรของเมืองหลวงยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเนื่องจากว่าเป็นตั้งให้เนปิดอย์ให้เป็นเมืองหลวงได้ไม่นาน เปรียบเสมือนเมืองนี้ส่วนมากจะเป็นที่บัญชา
การของรัฐบาล มากกว่า เพราะโดยส่วนมากความเจริญจะอยู่ที่ ย่างกุ้งแต่ก็มีประชากรเริ่มเข้ามาอาศัยที่เมืองหลวงใหม่มากขึ้น
ภาษา ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ(นอกจากนี้พม่ามีภาษาหลักที่ใช้งานในประเทศถึงอีก 18 ภาษา)
ศาสนา พม่าบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน พ.ศ. 2517
เวลา เวลาที่ประเทศพม่าจะช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที
กระแสไฟฟ้า/ปลั๊กไฟ ไฟฟ้าในพม่าเป็นไฟ 220 volt ใช้ปลั๊กไฟได้หลายแบบ ทั้งแบบ 2 ขาแบน 2 ขากลม และ 3 ขาแบน
การปกครอง เผด็จการทางทหาร
สกุลเงิน จั๊ต (Kyat) ประมาณ 1,170 จั๊ต ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35 จั๊ต เท่ากับ 1 บาท (มีนาคม 2551)
รหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ +95

สภาพภูมิอากาศ อยู่ในเขตมรสุมมี 3 ฤดู เช่นเดียวกับประเทศไทยแต่จะมีฝนตกชุกและมีความชุ่มชื้นสูงกว่าไทยมาก
-ฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม
-ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์
- ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน
ฤดูที่น่าเดินทางไปท่องเที่ยว ฤดูหนาว อากาศเย็นสบายทางเหนือของประเทศจะมีอากาศหนาว เป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

news other-20150105-154221-0

ประเพณีพื้นเมือง สังคมพม่านับได้ว่าเป็นสังคมที่แทบหยุดกาลเวลา และหยุดความเปลี่ยนแปลงไว้ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะพม่าปิดประเทศมานานกว่า ๓ ทศวรรษ
ในขณะที่โลกได้พัฒนาด้านเทคโนโลยีไปมาก ในช่วงเวลานั้นสังคมพม่าอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นเน้นความเป็นอยู่แบบพอมีพอ
กินและพึ่งพาตนเอง สิ่งจำเป็นจึงมีเพียงแค่ปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค อีกทั้งสิ่งยั่วเย้าในการบริโภคที่เกินความจำเป็นก็มีไม่มาก
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่าในช่วงเวลาก่อนหน้านี้จึงมีความเรียบง่าย และไม่มีเรื่องที่จะต้องจับจ่ายกันมากนักนับแต่อดีตมา พม่ามีงานประเพณีของแต่ละเดือน
ในรอบปี เรียกว่า แซะนะล่ะหย่าตี่บะแว หรือประเพณีสิบสองเดือน ในยุคราชวงศ์ของพม่ามีการกำหนดให้งานนี้เป็นพระราชพิธี แม้ว่าในปัจจุบันพม่าจะยังคงสืบ
ทอดงานประเพณีสิบสองเดือนไว้ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง ประเพณีสิบสองเดือนของพม่าเป็นดังนี้ (เดือน ๑ ของพม่า เท่ากับเดือน ๕ ของไทย
และเดือน ๑๒ ไทย เท่ากับเดือน ๘ พม่า)



เดือนหนึ่ง เรียกว่า เดือนดะกู (มี.ค.-เม.ย.) เป็นเดือนเริ่มศักราชใหม่ และเป็นเดือนต้นฤดูร้อน ประเพณีสำคัญของเดือนนี้คืองานฉลองสงกรานต์ พม่าถือเป็น
งานฉลองวันส่งท้ายปีเก่าและย่างสู่ปีใหม่ มีการเล่นสาดน้ำกันตลอด ๕ วัน ชาวพม่าถือว่าช่วงเวลานี้เป็นวันมงคล จึงนิยมเข้าวัดรักษาศีล ช่วยกวาดลานวัด
และลานเจดีย์ สรงน้ำพระพุทธและเจดีย์ รดน้ำดำหัวพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตลอดจนครูบาอาจารย์ และสระผมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยน้ำส้มป่อย งดการฆ่าสัตว์
ตัดชีวิต บ้างสร้างกุศลด้วยการปล่อยวัว ควาย และปลา กวีพม่าชื่อ อูบุญญะ บันทึกไว้ว่า ในยามเที่ยงตรงของเดือนดะกู จะเห็นเงาตนเองใกล้ตัวเพียงแค่
๓ ฝ่าเท้า หากเป็นเดือนอื่น จะเห็นได้ยาวสุดถึง ๖ ฝ่าเท้า ฉะนั้นเดือนดะกูจึงเป็นเดือนที่ตะวันยามเที่ยงอยู่ตรงศีรษะมากที่สุด เมื่อสิ้นวันสงกรานต์ ชาว
พม่าจะนิยมจัดงานบวชเณรให้บุตรและจัดงานเจาะหูให้ธิดา ดังนั้นในช่วงหลังสงกรานต์ จะพบเห็นขบวนแห่ลูกแก้วและลูกหญิงไปตาม ท้องถนนและรอบ
ลานองค์เจดีย์ ตามวัดต่างๆจึงมีสามเณรบวชใหม่อยู่กันเต็มแทบทุกวัด

1015409 623166984375294 989874233 o

เดือนสอง เรียกว่า เดือนกะโส่ง (เม.ย.-พ.ค.) พม่ามีสำนวนว่า "ดะกูน้ำลง กะโส่งน้ำแล้ง" เดือนกะโส่งจึงเป็นเดือนที่แห้งแล้ง ภาวะอากาศในเดือนนี้ออกจะร้อนอบ
อ้าวกว่าเดือนอื่นๆ ชาวพุทธพม่าจึงจัดงานรดน้ำต้นโพธิ์กันในวันเพ็ญของเดือนกะโส่ง และถืออีกว่าวันนี้ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พม่าได้กำหนดเรียกวันดังกล่าวว่า วันพุทธะ ในวันนี้ชาวพุทธพม่าจะนิยมปฏิบัติบูชาตามวัดและเจดีย์ ด้วยการรักษาศีลและเจริญ
ภาวนา วัดและเจดีย์จึงมีผู้คนไปทำบุญมากเป็นพิเศษ เดือนกะโส่งนับเป็นเดือนที่ฝนเริ่มตั้งเค้า ชาวนาจะเริ่มลงนา เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก

20140410133328

เดือนสาม เรียกว่า เดือนนะโหย่ง (พ.ค.-มิ.ย.) เดือนนี้เป็นเดือนเริ่มการเพาะปลูก ฝนฟ้าเริ่มส่อเค้าและโปรยปราย อากาศเริ่มคลายร้อน ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มแตกยอด
โรงเรียนต่างเริ่มเทอมใหม่หลังจากปิดภาคฤดูร้อน เดือนนะโหย่งจึงนับเป็นเดือนเริ่มชีวิตใหม่หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายเดือน ในสมัยราชวงศ์เคยจัดพิธี
แรกนาขวัญในเดือนนี้ พม่าเรียกพิธีนี้ว่า "งานมงคลไถนา" ส่วนในทางศาสนา เคยเป็นเดือนสอบท่องหนังสือ พุทธธรรมสำหรับพระเณร กล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยของ
พระเจ้าตาหลุ่นมีงตะยา แห่งอังวะยุคหลัง ในอดีตจะสอบเฉพาะท่องหนังสือด้วยปากเปล่า แต่ปัจจุบันมีทั้งการสอบเขียนและสอบท่อง และได้ย้ายไปจัดในเดือนดะกู
ซึ่งเป็นเดือนแรกของปี

201504071614371481936

เดือนสี่ เรียกว่า เดือนหว่าโส่ (มิ.ย.-ก.ค.) ถือเป็นเดือนสำคัญทางพุทธศาสนา ด้วยเป็นเดือนเข้าพรรษา พม่ากำหนดให้วันเพ็ญเดือนหว่าโส่เป็นวันธรรมจักรเพื่อน้อมรำ
ลึกวันปฏิสนธิ วันออกบวช และวันปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันนี้ชาวพุทธพม่าจะเข้าวัดทำบุญและนมัสการพุทธเจดีย์กันอย่างเนืองแน่น และถัดจากวัน
ธรรมจักร คือ วันแรม ๑ ค่ำของเดือนหว่าโส่ จะเป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มจำพรรษาในเดือนนี้สาวๆพม่าในหมู่บ้านมักจะจับกลุ่มออกหาดอกไม้นานา เรียกรวมๆว่า ดอกเข้า
พรรษาซึ่งขึ้นอยู่ตามชายป่าใกล้หมู่บ้าน เพื่อนำมาบูชาพุทธเจดีย์ นอกจากนี้ยังมีการถวายจีวรและเทียนที่วัด กิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งในเดือนหว่าโส่ คือ งานบวช
พระ ด้วยถือว่าวันเพ็ญเดือนหว่าโส่นั้น เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้กับเบญจวัคคี ในอดีตนั้นพระมหากษัตริย์จะทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ การบวชพระและเณรสำหรับผู้
สอบผ่านพุทธธรรมตามที่จัดสอบกันในเดือนนะโหย่งที่ผ่านมา ฤดูฝนจะเริ่มในเดือนหว่าโส่ และในเดือนหว่าโส่นี้ยังเป็นเดือนลงนาปลูกข้าว เล่ากันว่าชาวนาจะลงแขก
ปักดำข้าวในนา พร้อมกับขับเพลงกันก้องท้องทุ่งนา

6

เดือนห้า เรียกว่า เดือนหว่าข่อง (ก.ค.-ส.ค.) เป็นเดือนกลางพรรษา และเป็นเดือนที่มีงานบุญสลากภัต พม่าเรียกว่า สะเยดั่งบแว แต่เดิมใช้การจับติ้ว ภายหลังหันมาใช้กระดาษ
ม้วนเป็นสลาก ปัจจุบันการจัดงานบุญสลากภัตมีกล่าวถึงกันน้อยลง แต่กลับมีงานที่เด่นดังระดับประเทศขึ้นมาแทน คืองานบูชาผีนัตที่หมู่บ้านต่องปะโยง ณ ชานเมืองมัณฑะเล
เดือนนี้เป็นเดือนที่ฝนมักตกหนักกว่าเดือนอื่น

4

เดือนหก เรียกว่า เดือนต่อดะลีง (ส.ค.-ก.ย.) เป็นเดือนน้ำหลาก น้ำตามแม่น้ำลำคลองจะขึ้นเอ่อเต็มตลิ่ง หลายท้องถิ่นจะจัดงานแข่งเรือกันอย่างสนุกสนาน และในเดือนนี้เช่นกันจะพบเห็นแพซุงล่องตามลำน้ำเป็นทิวแถว โดยเฉพาะในแม่น้ำอิระวดี แพซุงจะล่องจากเหนือสู่ปลายทาง ณ ท่าน้ำเมืองย่างกุ้ง และเดือนนี้อีกเช่นกันที่ชาวประมงจะเริ่มลงอวนจับปลา ด้วยเป็นเดือนที่มีปลาออกจะชุกชุมเป็นพิเศษ

a5

เดือนเจ็ด เรียกว่า เดือนดะดีงจุ๊ต (ก.ย.-ต.ค.) ในวันเพ็ญของเดือนนี้จะมีการทำปวารณาในหมู่สงฆ์ ชาวพุทธพม่าเรียกวันนี้เป็นวันอภิธรรม ด้วยเป็นวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ทรงเทศนาพระอภิธรรมตลอด ๓ เดือนในพรรษาที่ผ่านมา ชาวพุทธจะจัดงานจุดประทีปเพื่อสักการะบูชาพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังมีงานลอยโคมไฟ บางที่จะทำโคมลอยขนาดใหญ่เป็นรูปโพตู่ด่อ หรือปะขาว รูปช้าง และรูปเสือ เป็นอาทิ นัยว่าทำเพื่อบูชาพระธาตุจุฬามณี ซึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ในรัฐฉานจะมีงานบูชาพระเจ้าผ่องด่ออูซึ่งเป็นพุทธรูป ๕ องค์ ที่หมู่บ้านนันฮู) ณ กลางทะเลสาปอีงเล กล่าวกันว่าพระเจ้าผ่องด่ออูเป็นพระพุทธรูปที่มีมาแต่สมัยพระเจ้าอะลองสี่ตู่แห่งพุกาม ต่อจากวันอภิธรรมจะเป็นวันออกจากพรรษา ซึ่งตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ ของเดือนดะดีงจุ๊ต ในเดือนดะดีงจุ๊ตนี้ยังจัดประเพณีไหว้ขมาต่อบิดามารดาและครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ชาวพม่ายังเริ่มจัดงานมงคลสมรสกันในเดือนนี้ โดยเริ่มจัดนับแต่วันแรม ๑ ค่ำ ของเดือนตะดีงจุ๊ต ด้วยเชื่อว่าช่วงในพรรษานั้น กามเทพหรือเทพสัตตะภาคะจำต้องพักผ่อน จึงต้องเลี่ยงจัดงานแต่งงานในช่วงเวลาดังกล่าว จนกว่าจะพ้นช่วงพรรษา

DSCF4803-5

เดือนแปด เรียกว่า เดือนดะส่องโมง (ต.ค.-พ.ย.) เป็นเดือนเปลี่ยนฤดูจากหน้าฝนย่างเข้าหน้าหนาว กล่าวคือครึ่งแรกของเดือนจะเป็นท้ายฤดูฝน และครึ่งหลังของเดือนจะเป็นช่วงต้นหนาว ชาวนาจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวกันในเดือนนี้ ในทางพุทธศาสนานั้น เดือนดะส่องโมงถือเป็นเดือนสำหรับงานทอดกฐิน ซึ่งที่จริงพม่ากำหนดช่วงเวลาจัดงานทอดกฐินเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำกลางเดือนดะดีงจุ๊ต จนถึงวันเพ็ญกลางเดือนดะส่องโมง รวมเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ในงานกฐินนี้จะมีการแห่ครัวทานที่พม่าเรียกว่า ปเดต่าบี่งหรือ ต้นกัลปพฤกษ์ และในวันสุดท้ายของฤดูกฐิน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญของเดือนดะส่องโมงนั้น ชาวพุทธพม่าจะมีการจัดงานจุลกฐิน พม่าเรียกจุลกฐินนี้ว่า มโตตี่งกาง แปลตามศัพท์ว่า "จีวรไม่บูด" เทียบได้กับอาหารที่ไม่ทิ้งให้ค้างคืนจนเสีย มโตตี่งกางเป็นกฐินที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เริ่มแต่ปั่นฝ้ายให้เป็นด้าย จากด้ายทอให้เป็นผืนผ้า แล้วย้อมตัดเย็บเป็นจีวร ในเดือนนี้ยังมีพิธีตามประทีป และทอดผ้าบังสุกุล หรือปั้งดะกู่ อีกด้วย

Nats Taunggyi

เดือนเก้า เรียกว่า เดือนนะด่อ (พ.ย.-ธ.ค.) เป็นเดือนที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ชาวนา จะนวดข้าวและสงฟางสุมเป็นกอง เดิมเคยเป็นเพียงเดือนสำหรับบูชานัตหลวงหรือผีหลวงที่ เขาโปปาแห่งเมืองพุกาม แต่ปัจจุบันพม่ากำหนดให้มีงานเทิดเกียรติกวีและนักปราชญ์ของพม่าแทน โดยจัดในวันขึ้น ๑ ค่ำ งานนี้เริ่มจัดเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๔๔ ทุกๆปีจะจัดให้มีการอ่านบทประพันธ์และการเสวนาเกี่ยวกับวรรณกรรมกันตามสถานศึกษา และตามย่านชุมชนต่างๆ สำหรับในยุคราชวงศ์เคยถือเอาเดือนนี้จัดพระราชพิธีเพื่อมอบบรรดาศักดิ์ให้กับนักรบนักปกครอง ตลอดจนกวีที่มีผลงานดีเด่น ตัวอย่างบรรดาศักดิ์สำหรับนักรบมีเช่น เนมะโยเชยยะสูระ และมหาสีริเชยยะสูระ เป็นต้น ส่วนบรรดาศักดิ์สำหรับกวี อาทิ นัตฉิ่งหน่อง ปเทสะราชา ชเวต่องนันทะสู และเส่งตะจ่อตู่ เป็นต้น แต่เดิมนั้นเดือนนี้ยังเป็นเดือนสำหรับการคล้องช้างอีกด้วย

201210191551455435

เดือนสิบ เรียกว่า เดือนปยาโต่ (ธ.ค.-ม.ค.) เดือนนี้เป็นเดือนที่หนาวจัด กวีหญิงของพม่าสมัยคองบอง ชื่อแหม่เควฺ เคยบันทึกไว้ว่า "เดือนปยาโต่ หนาวเหน็บจนกายสั่น ผิงไฟยังมิอุ่น ห่มผ้าหลายผืนยังมิคลาย" ในเดือนนี้ชาวไร่ที่กำลังเก็บเกี่ยวงาจะต้องคอยเฝ้าระวังฝนหลงฤดู หากฝนตกลงมาในเวลาที่เก็บงา งาก็จะเสียหาย ชาวนาพม่าจะเรียกฝนที่ตกยามนี้ว่า ฝนพังกองงา ความหนาวเย็นจะล่วงมาจนถึงเดือนดะโบ๊ะดแวซึ่งเป็นเดือนถัดมา ในอดีตเคยจัดงานอัศวยุทธโดยมีการประลองยุทธด้วยช้างศึก ม้าศึก และการใช้อาวุธต่างๆ อาทิ ดาบ หอก เป็นต้น รัฐบาลพม่าเคยรื้อฟื้นจัดงานนี้ในปีท่องเที่ยวพม่า แต่ก็จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น

diwali21-548x523

เดือนสิบเอ็ด เรียกว่า เดือนดะโบ๊ะดแว (ม.ค.-ก.พ.) ในเดือนนี้ชาวพม่ารำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ย่อมต้องทรงผจญต่อภัยหนาวเช่นกัน และเชื่อว่าการผิงไฟจะช่วยให้ธาตุ ๔ คืนสู่สมดุลย์ ชาวพม่าจึงจัดงานบุญบูชาไฟแด่พระพุทธและพระเจดีย์ซึ่งเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า เรียกว่างานหลัวไฟพระเจ้า หรือ งานบุญไฟ) ปัจจุบันยังคงมีงานบุญเช่นนี้เฉพาะในบางท้องที่ของพม่าตอนบน ในเดือนนี้ยังมีงานกวนข้าวทิพย์ ซึ่งจัดในช่วงข้างขึ้นของเดือน กล่าวว่าพม่าจัดงานนี้มาแต่สมัยญองยาง และในเดือนนี้อีกเช่นกันที่ชาวบ้านจะเริ่มเกี่ยวข้าวและปีนเก็บน้ำตาลสดจากยอดตาล ซึ่งพบเห็นทั่วไปในเขตพม่าตอนกลางและตอนบน

111 4f66e33c7dbf7

เดือนสิบสอง เรียกว่า เดือนดะบอง (ก.พ.-มี.ค.) ในเดือนนี้อากาศจะเริ่มคลายหนาว และเริ่มเปลี่ยนไปสู่ฤดูร้อนในช่วงหลังของเดือน ประเพณีสำคัญคืองานก่อเจดีย์ทราย โดยจะก่อทรายเป็นรูปจำลองเขาพระสุเมรุ ทำยอดซ้อนเป็น ๕ ชั้น พม่าเคยจัดประเพณีนี้ในยุคราชวงศ์ ปัจจุบันไม่นิยมจัดแล้ว ตามตำนานกล่าวว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่เริ่มมีการสร้างเจดีย์พระเกศธาตุหรือพระเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งตกในปีมหาศักราช ๑๐๓ (พม่าถือว่าปีนี้เป็นปีที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้)ชาวพม่าจึงกำหนดเดือนดะบองเป็นเดือนสำหรับงานบูชาเจดีย์ชเวดากองด้วยเช่นกัน เดือนดะบองนี้ถือเป็นเดือนสุดท้ายของปีตามศักราชพม่า

13

ในการกำหนดวันประเพณีเป็นวันหยุดราชการนั้น ทางรัฐบาลกำหนดไว้เพียงบางวัน ได้แก่ วันสงกรานต์ ในเดือนดะกู จัดราววันที่ ๑๓ - ๑๗ เมษายนของทุกปี, วันรดน้ำต้นโพธิ์ หรือ วันพุทธะ ในวันเพ็ญของเดือนกะโส่ง ตรงกับวันวิสาขบูชาของไทย, วันธรรมจักร ในวันเพ็ญของเดือนหว่าโส่ ตรงกับวันอาสาฬหบูชาของไทย, วันอภิธรรม ในวันเพ็ญของเดือนดะดีงจุ๊ต ตรงกับวันออกพรรษาของไทย และวันตามประทีป ในวันเพ็ญของเดือนดะส่องโมง ตรงกับวันลอยกระทงของไทย
สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ในอดีตนั้นงานประเพณีสิบสองเดือนของพม่าจะรวมเอาการบูชานัตหรือผีหลวงไว้ด้วย โดยจัดกันในเดือนเก้า(เดือนนะด่อ) ในระยะหลังได้เปลี่ยนเป็นงานเทิดเกียรติกวี อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็ยังคงรักษาพิธีบูชาผีนัตไว้ และยังจัดงานใหญ่กันในเดือนหว่าข่อง(เดือนห้า)

IMG 6614

อาหารพื้นเมือง อาหารเช้าที่พม่าเรียกว่า โมมิงกะ มีลักษณะคล้ายขนมจีนของบ้านเรา นอกจากนี้ มีอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อ เช่น บะระฉ่องซึ่งโดดเด่นด้วยรสชาติที่เผ็ดจัด ขนมพื้นเมืองต่างๆ เช่น มะขามอัดเป็นแผ่นบางๆ มะนาวดองแบบแช่อิ่ม เป็นต้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถหาซื้ออาหารเหล่านี้ได้ตามตลาด ร้านอาหารทั่วไปหรือ ภัตตาคารภายในที่พักในพม่าของท่าน

8J1ppnB1

การแต่งกาย ที่เห็นได้ชัดอีกสิ่งหนึ่งก็คือการแต่งกาย ในอดีตแม้พม่าจะเคยเป็นอาณานิคมของตะวันตกมากว่าศตวรรษก็ตาม แต่ชาวพม่าก็ยังคงวิถีชีวิตเดิมไว้ได้มาก
ผู้ชายยังนิยมนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ทั้งยังชอบสวมรองเท้าแตะ และทาแป้งตะนาคา

p180abdsoc4p71h0edk0tpp12cj5

เมืองสำคัญและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ
เปียงมะนา ( Pyanmana) เมืองหลวง (เนปิดอย์)
ที่ตั้งของเมืองเปียงมะนาอยู่ห่างจากย่างกุ้งไปทางเหนือราว 244 ไมล์ และเป็นจุดตัดของถนนสายหลัก 2 เส้น ซึ่งเชื่อมพม่าตอนเหนือกับตอนใต้เข้าด้วยกัน รวมถึงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ใช้กันมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังเชื่อมกับเส้นทางรถไฟที่ติดต่อไปยังตอนใต้ของจีน
อย่างไรก็ดี ศูนย์กลางที่รัฐบาลพม่าใช้ก่อตั้งเมืองหลวงใหม่จริงๆ อยู่ห่างจากเปียงมะนาไปทางตะวันตกราว 7 ไมล์ เป็นจุดที่เรียกว่า "ไจ้เปี่ย" (Kyep Pyay) ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายพลอองซาน เคยใช้เป็นชัยภูมิสู้รบจนได้เอกราชจากอังกฤษ ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เคยใช้ปักหลักต่อสู้กับรัฐบาลพม่าในอดีตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 รัฐบาลพม่าได้ย้ายเมืองหลวงไปที่
เปียนมานาตั้งอยู่ใน "เขตพรมแดน" ของบรรดารัฐของชนชาติส่วนน้อยต่างๆ ตามแนวชายแดน ซึ่งนับว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศทางการพม่าประกาศอย่างชัดเจนครั้งแรกในวันจันทร์ (7 พ.ย.) เกี่ยวกับการย้ายที่ทำการรัฐบาลออกจากกรุงย่างกุ้ง ไปสู่ "เมืองหลวงใหม่" ที่เมืองเปียนมานา (Pyanmana) ห่างขึ้นไปทางเหนือกว่า 300 ก.ม. ถัดจากเมืองตองอู ค่อนทางเกือบจะถึงเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศ
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่าอายุเก่าแก่กว่าสองพันห้าร้อยปี เพื่อเสริมบารมีในสถานที่ที่เปรียบเสมือนได้กับจิตวิญญาณของชาวย่างกุ้ง และชาวพม่าสถานที่แห่งนี้มี ลานอธิฐาน จุดที่บุเรงนองมาขอพรก่อนออกรบ รอบพระเจดีย์มีประดิษฐกรรมที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ พระเจดีย์นี้ได้รับการบูรณะและต่อเติมโดยกษัตริย์หลายรัชกาลองค์เจดีย์ห่อหุ้มด้วยแผ่นทองคำทั้งหมดน้ำหนักยี่สิบสามตันภายในประดิษฐานเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวนแปดเส้นและเครื่องอัฐะบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งสามพระองค์ บนยอดประดับด้วยเพชรพลอยและอัญมณีต่างๆ จำนวนมาก และยังมีเพชรขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอด บริเวณเจดีย์จะได้ชมความงามของวิหาร สี่ทิศ ซึ่งทำเป็นศาลาโถงครอบด้วยหลังคาทรงปราสาท ซ้อนเป็นชั้นๆ งานศิลปะและสถาปัตยกรรมทุกชิ้นที่รวมกันขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพุทธเจดีย์ล้วนมีตำนานและภูมิหลังความเป็นมาทั้งสิ้นชมระฆังใบใหญ่ที่อังกฤษพยายามจะเอาไปแต่เกิดพลัดตกแม่น้ำย่างกุ้งเสียก่อนอังกฤษกู้เท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นภายหลังชาวพม่า ช่วยกันกู้ขึ้นมาแขวนไว้ที่เดิมได้ จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีซึ่งชาวพม่าถือว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ให้ตีระฆัง 3 ครั้งแล้วอธิษฐานขออะไรก็จะได้ดั่งต้องการ เป็นเจดีย์ที่มีความสวยงดงามและยิ่งใหญ่สมเป็นมหาเจดีย์ที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจะมีทั้งผู้คนชาวพม่าและชาวต่างชาติมากมายพากันเดินทางมาเที่ยวชมและนมัสการทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย โดยค่าเข้าชมของชาวต่างชาตินั้น ราคาถึง 20 เหรียญสหรัฐ

พระมหาเจดยชเวดากอง

พระเจดีย์ชเวมอดอร์ (Shwe Mordore) หรือพระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในหงสาวดี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี เป็นสัญลักษณ์ยืนยันความ เจริญรุ่งเรืองในอดีต อีกทั้งยังเป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของกรุงหงสาวดีมาช้านาน เป็นเจดีย์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองและเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่า ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของไทย เคยมาสักการะ เจดีย์องค์นี้เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและศิลปะของมอญได้อย่างกลมกลืน พระเจดีย์สูง 377 ฟุต สูงกว่าพระเจดีย์ชเวดากอง 51 ฟุต มีจุดอธิษฐานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงบริเวณยอดฉัตร ซึ่งยอดอของเจดีย์ได้หักและตกลงมาจากการเกิดแผ่นดินไหว ในปี พ.ศ. 2473 ปัจจุบันส่วนของยอดที่หักลงมานั้นก็ยังอยู่ในสภาพเดิม อยู่บริเวณฐานของพระธาตุ ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจที่ส่วนของยอดเจดีย์ที่หักลงมาจากที่สูงขนาดนั้นไม่แตก จึงเป็นที่ร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธ์โดยแท้ ซึ่งชาวมอญและชาวพม่าเชื่อกันว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงไม่เสื่อมคลาย นอกจากนั้นแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่พระเจ้าหงสาลิ้นดำ ใช้เป็นที่เจาะพระกรรณ (หู) ตามพระราชประเพณีโบราณเพื่อทดสอบความกล้าหาญก่อนขึ้นครองราชย์
พระธาตุไจ้ทีโย ถ้าแปลเป็นภาษาไทย จะแปลว่า "ก้อนหินทอง" หรือที่ส่วนใหญ่เราจะเรียกว่า

spd 20150107143737 b

"พระธาตุอินทร์แขวน" ระยะทางจะห่างจากเมืองย่างกุ้งประมาณ 195 กิโลเมตร อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์องค์เล็ก ๆ สูงเพียง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนก้อนหิน บนยอดเขาอย่างหมิ่นเหม่ มีพระเกศาธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอยู่ภายในพระเจดีย์ ตามคติการบูชาพระธาตุประจำปีเกิดของชาวล้านนา พระธาตุอินทร์แขวนนี้ให้ถือเป็นพระธาตุปีเกิดของปีจอ แทนพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ พระธาตุอินทร์แขวนนั้นตั้งอยู่เชิงหน้าผา ซึ่งหากมองจากทางด้านล่างก็จะดูคล้ายกับลอยอยู่เหนือหน้าผา ราวกับพระอินทร์นำไปแขวนไว้กลางอากาศ การเดินทางขึ้นไปยังบนยอดเขานั้นจะต้องนั่งรถกระบะ 6 ล้อขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎข้อบังคัญของประเทศพม่าเลย ห้ามรถอื่น ๆ ขึ้นเด็ดขาด ใครจะไปจะมาก็ต้องลงรถที่บริเวณ คิมปูแคมป์ และก็ต้องเปลี่ยนเป็นรถ 6 ล้อ แม้แต่ผู้นำประเทศก็ต้องปฏิบัติตาม อาจจะเป็นเพราะเรื่องของความปลอดภัย เพราะทางที่ขึ้นนั้นเป็นถนนเลนเดียว สวนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาลงหรือขึ้นนั้นก็จะต้องให้รถทางใดทางหนึ่งนั้นลงมาก่อน ถึงจะขึ้นได้ ก็จะสลับกันไป เมื่อถึงบริเวณบนเขาแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงดี เพราะจะต้องเดินเท้าขึ้นเขาอีกประมาณ 4 กิโลเมตร แต่ก็จะมีบริการ นั่งเสลี่ยง ซึ่งขอแนะนำว่าควรนั่งเสลี่ยงดีกว่า ถึงแม้ว่าจะดูแล้วราคาแพงไปซักนิดก็ตาม คือคนละ 800 บาท เพื่อที่จะออมแรงไว้เดินเท้าเปล่าไปสักการะพระธาตุ เมื่อถึงที่หมายบนยอดเขา ดูแล้วหลายต่อ แต่รับรองได้ว่า หากขึ้นไปเห็นแล้วจะหายเหนื่อยแน่นอน กับความพิศวง และความศรัทธา และชาวพม่าจะมีความเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้มานมัสการพระธาตุอินทร์แขวนนี้ครบ 3 ครั้ง ผู้นั้นจะมีแต่ความสุขความเจริญ พร้อมทั้งขอสิ่งใดก็จะได้สมดั่งปรารถนาทุกประการ สามารถนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ได้ตลอดคืน สำหรับท่านที่ต้องการนมัสการกลางแจ้งเป็นเวลานาน

BM Bayinnaung

เมืองหงสาวดี หรือชาวพม่าจะเรียกว่า เมืองพะโค หรือ Bago ในภาษาอังกฤษ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทั้งทางด้านพระพุทธศาสนา และประวัติศาสตร์ชาติพม่า
เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรมอญในอดีต มีเจดีย์และวัดเก่ากว่านับพันปี
พระราชวังบุเรงนอง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อดีในนามผู้ชนะสิบทิศ เคยเป็นที่ประทับของพระนางสุพรรณกัลยา และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งต้องตกเป็นเชลยศึก เมื่อต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า แต่ปัจจุบัน พระราชวังแห่งนี้ได้เหลือเพียงแต่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และถูกสร้างจำลองพระราชวังและตำหนักต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงจากพงศาวดาร และความเข้าใจตามข้อมูลของกรมศิลปกรของรัฐบาลพม่า ภายในมีห้องบรรทมและพระที่นั่งผึ้ง (จำลอง) และพระที่นั่งสิงค์ (จำลอง)

026701 zpsa7605dc1

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว พระพุทธรูปนอนที่ที่มีพุทธลักษณะที่สวยงามในแบบของมอญ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวพม่า ถือได้ว่าเป็นพระนอนที่งดงามที่สุดของพม่า อีกทั้งตลอดสองข้างทางของบริเวณวัด ท่านสามารถที่จะเลือกหาเครื่องไม้แกะสลักที่มีให้เลือกมากมาย ราคาไม่แพง หรือจะเป็นไม้หอมที่เป็นไม้หายากมีอยู่เพียงไม่กี่ประเทศที่มี เจดีย์ไจ๊ปุ๋น สร้างในปี 1476 ก่อเป็นแกนทึบสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง รอบ ๆ มีพระพุทธรูปนั่งสูง 30 เมตร ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ แทนองค์พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัป สร้างขึ้นโดยสตรีสี่พี่น้องที่มีพุทธศรัทธาสูงส่งและต่างให้สัตย์สาบานว่าจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ชั่วชีวิต ไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ ต่อมา 1 ใน 4 สาวหนีไปแต่งงาน ร่ำลือกันว่าทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นเกิดรอยร้าวขึ้นทันที ซึ่งต่อมามีการบูรณะเจดีย์เมื่อปี พ.ศ. 2019

15346924328 9700a044bf o

เมืองสิเรียม ห่างจากเมืองย่างกุ้งประมาณ 45 กิโลเมตร ชมความแปลกตาของเมืองสิเรียมที่เคยเป็นเมืองท่าของโปรตุเกสมาก่อน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้งที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำอิระวดี
พระเจดีย์เยเลพญา เจดีย์เกาะกลางน้ำอายุนับพันปี ต้องนั่งเรือพายข้ามไป ประมาณ 10 นาที เป็นที่เคารพนับถืออย่างมากของชาวเมืองสิเรียม
พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี พระพุทธรูปปางไสยาสน์ มีความยาวถึง 55 เมตร สูง 16 เมตร ซึ่งพระบาทมีภาพมงคล 108 ประการ เป็นรอยพระบาทที่ซ้อนทับกัน และตามคติทางพุทธศาสนาเถรวาทแล้ว เชื่อว่าอดีตพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์จะเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้

635664901988902413 M

เจดีย์ซูเลย์ เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง สร้างในสมัยที่อังกฤษยังปกครองพม่าอยู่ ถ้าเปรียบแล้ว เจดีย์ซูเลนี้ ก็เหมือนกับหัวใจของเมืองย่างกุ้ง เพราะชาวอังกฤษได้วางผังเมืองให้เจดีย์นี้ เป็นศูนย์กลาง ฝั่งตรงข้ามของเจดีย์ซูเลมีสวนสาธารณะมหาบัณฑุละ ภายในสวนมีอนุสาวรีย์อิสระภาพ รูปเสาแหลมสูง 40 เมตร ล้อมรอบด้วยเสาหินสูง 9 เมตร 5 ต้น แทนรัฐที่ปกครองตนเองกึ่งอิสระ 5 รัฐ คือ ฉาน กะฉิ่น กะยิน(กะเหรี่ยง) กะยา และชิน บริเวณใกล้เคียงก็จะมีสถานที่ราชการที่สำคัญในอดีต ก่อนที่พม่าจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอื่น

1392955239-image-o

วัดพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจำลอง ที่ได้มาจากอาณาจักรน่านเจ้า ที่เคยนำมาประดิษฐานที่พุทธมณฑล

1372083934-023-o

วัดกุโสดอ (Kuthodaw)ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ทำสังคยานาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 พุทธสถานสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คว่ามีแผ่นจารึกพระไตรปิฏก ทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สะพานอูเป็ง สะพานไม้สักที่มีความยาวที่สุดในโลกแห่งมัณฑะเลย์

E12912050-45

เมืองพุกาม ดินแดนแห่งเจดีย์หมื่นองค์อย่างเมืองพุกามที่มีความสำคัญด้านพุทธสถานอย่างหาที่เปรียบมิได้นั้น นับเป็นดินแดนอารยธรรมที่เปี่ยมไปด้วยพระเจดีย์และวัดวาอารมอันศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม ทั้ง พระเจดีย์ชเวซิกอง วัดถ้ำจันสิทธา วัดทิโลมินโล วิหารนันปยะ เจดีย์อานันทะ เจดีย์มิงกาลา เจดีย์กูบยางคยี และอีกหลากหลายความงามแห่งศิลปกรรมที่มิอาจพรรณนาได้หมด เพราะแต่ละพุทธสถานก็มีความงดงามที่ยิ่งใหญ่จากฐานรากวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีความเป็นมาที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าพุทธสถาน ณ แห่งหนตำบลใดในดินแดนพม่าแห่งนี้ เชื่อได้เลยว่า ความขลังและความศักดิ์สิทธิ์จะสามารถประทับใจผู้มาเยือนให้จดจำไว้อย่างมิรู้ลืม

Bogyoke-Market

ตลาดสก็อต (Scot Market) หรือ ตลาดโบฉกอองซาน (Bogyoke Aung San) เป็นตลาดเก่าแก่ของชาวพม่าสร้างขึ้นโดยชาวสก๊อตในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เป็นลักษณะอาคารเรียงต่อกันหลายหลัง สินค้าที่จำหน่ายในตลาดแห่งนี้มีหลากหลายชนิด สามารถซื้อหาของที่ระลึกพื้นเมืองได้มากมายในราคาถูก เช่น เครื่องเงิน ที่มีศิลปะผสมระหว่างมอญกับพม่า ภาพวาด งานแกะสลักจากไม้ อัญมณี หยก ผ้าทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป แป้งทานาคา (Thanakha)ผ้าปักพื้นเมืองและเครื่องเงิน เป็นต้น (หากซื้อสิ้นค้าหรืออัญมณีที่มีราคาสูงควรขอใบเสร็จรับเงินด้วย ทุกครั้ง เนื่องจากจะต้องแสดงให้ศุลกากรตรวจ) สำหรับชาวไทยแล้วอาจจะต้องใช้เวลาเดินที่ตลาดนี้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง

977

พระเจดีย์โบตะตอง ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรับพระเกศาธาตุก่อนที่นำไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากอง เมื่อพระเกศาธาตุได้ถูกอัญเชิญขึ้นจากเรือ ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์โบตะตองแห่งนี้ก่อน พระเจดีย์แห่งนี้ได้ถูก ทำลายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ โดยมีความแตกต่างกับ พระเจดีย์ทั่วไปคือ ออกแบบให้ใต้ฐานพระเจดีย์มีโครงสร้างโปร่งให้คนเดินเข้าไปภายในได้ โดยอัญเชิญพระบรมธาตุไว้ในผอบทองคำให้ผู้คนได้เข้ามากราบไหว้มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนผนังใต้ฐานเจดีย์ได้นำทองคำและของมีค่าต่างๆ ที่มีพุทธศาสนิกชนชาวพม่านำมาถวายแก่องค์พระเจดีย์ มาจัดแสดงไว้

97828613

วัดพระหินขาว หรือที่มีชื่อเรียกอย่างทางการว่า "Lawka Chantha Abaya Labamuni Buddha Image" พระหินขาวนี้สร้างจากหินขาวที่มีลักษณะมันวาว สีขาวสะอาดและไม่มีตำหนิ สูง 37 ฟุต กว้าง 24 ฟุต หนัก 600 ตัน เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสิงคโปร์ และศรีลังกายกขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกจากองค์ หมายถึงการไล่ศัตรูและประทานความเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ยังมีการนำหินที่เหลือมาสลักเป็นพระพุทธบาทซ้าย-ขวา ประดิษฐานอยู่ บริเวณด้านหลังพระพุทธรูปด้วย

20130704152351

พระเจดีย์ชเวซิกอง ( Shwezigon Pagoda ) อันศักดิ์สิทธ เจดีย์องค์ใหญ่ ที่มีสีทองอร่ามตา เริ่มสร้างขึ้นในปี พ.ศ 1627 โดยพระเจ้าอโนรธามหราช แต่สร้างไม่เสร็จ จนกระทั่งมาสร้างเสร็จในรัชสมัยของพระเจ้าจันสิธาเมื่อปี พ.ศ 1656 เชื่อกันว่าภายในบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งรูปแบบถาปัตยกรรมของพระ เจดีย์ชเวซิกองนี้ ต่อมาเป็นแบบอย่างของการสร้างเจดีย์ของประเทศพม่า ในยุคต่อ ๆ มา

วัดถ้ำจันสิทธา (Kyanzittha Umin ) ซึ่งมีลักษณะอาคารเตี้ยก่อด้วยอิฐอยู่ใต้ดิน ครึ่งหนึ่งบนพื้นดินครึ่งหนึ่ง พบกับภาพเขียนโบราณซึ่งวาดขึ้นในระหว่างพุทธ ศตวรรษที่ 16-19 ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าจันสิทธา

วัดทิโลมินโล (Htilominlo Pagoda ) ที่สันนิษฐานว่า น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "ไตร โลกมงคล " สร้างโดยพระเจ้าติโลมิโล เมื่อปี พ.ศ 1761 ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความ สวยงามมากทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะปูนปั้นบริเวณฐานด้านนอก วิหารนันปยะ ( Nanpaya ) ตามตำนานกล่าวว่าเป็นที่ประทับของพระเจ้ามนูหะ ซึ่งพระเจ้า อโนรถา ทรงจับเป็นเชลยมาจากเมือง สะเทิน สร้างด้วยอิฐและสอดินแต่พื้นปูด้วยหิน มี แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีมุขยื่นยาวออกไปทางทิศตะวันออก ใกล้กับแท่นบูชา ภายในอาคารมีเสาหิน 4 เสา และบนแต่ละด้านของเสาก็สลักลายดอกไม้รูปสามเหลี่ยมและ เทวรูปพระพรหมทรงถือดอกบัวอยู่ในแต่ละหัตถ์ งานตกแต่งภายนอกอาคารที่น่าสนใจยิ่ง คือ บานหน้าต่างเป็นช่องปรุทำจากศิลา อันเป็นแบบอย่างและกรรมวิธีของงานงางพุกามใน ส่วนที่เชื่อว่ารับวัฒนธรรมมอญ ทั้งนี้รวมถึงลวดลายที่ประดับกรอบของหน้าต่างและส่วน อื่นของผนังด้วยพระเจดีย์ธรรมยาจี สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้านรถุ (พ.ศ. 1710 – 1713) เจดีย์อานันทะ (ชื่อดังเดิมคือ อนันตปัญญา) เป็นวิหารทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสมีมุขเด็จ ออกไปเท่ากันทั้ง 4 ด้านแต่ละด้านมีซุ้มคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปทรงสูง 10 เมตร ใหญ่โตสูงสง่าและเป็นศิลปะพระพุทธรูปต้นแบบสมัยพุกามดั้งเดิม เจดีย์สัพพัญญู (THATBYINYU) เป็นวิหารสูงที่สุดในพุกามทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส มีความสูง 201 ฟุต เป็นวัดประจำรัชกาลพระเจ้าอลองสินธสร้างเลียนแบบวัดในประเทศอินเดีย สูงห้า ชั้นโดยชั้นที่สี่เป็นที่ปดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับต้นแบบและชั้นที่ห้าเป็นองค์พระสถูปอัน ศักดิ์สิทธิ์ พระเจดีย์กูบยางคยี (GUPYAUKKYI PAGODA) ที่สร้างโดยพระโอรสของพระเจ้าจันสิธะในราวปี พ.ศ. 1656 พระเจดีย์แห่งนี้สร้างแบบศิลปะของพยูหรือพุกามตอนต้น ภายใน พระเจดีย์ท่านจะได้ชมจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามที่สุดของเมืองพุกามที่ยังคง หลงเหลืออยู่

พระเจดีย์มิงกาลา ชมทัศนียภาพของอาณาจักรพุกามจากมุมสูง จากสถานที่ แห่งนี้ ท่านจะได้พบกับพระเจดีย์น้อยใหญ่จำนวนมากมายที่เป็นที่มาของชื่อ "ดินแดนแห่งพระจดีย์สี่พันองค์" พระอาทิตย์ตกริมฝังแม่น้ำอิรวดีที่พระเจดีย์บุพะยา (BUPAYA PAGODA) ซึ่งจะทำให้ท่านประทับใจมิรู้ลืม ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองจำพวกเครื่องเขิน (LACQUERWARE ) ในบริเวณหมู่บ้าน พุกามใหม่ (New Bagan) ซึ่งดำเนินกิจการติดต่อนานกว่า 1,000 ปี

มิงกุน มิงกุนตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำเอยาวดี ทางตอนบนสุดของทิวเขา ที่โอบล้อมเมืองสกายน์เอาไว้ ที่นี่มีระฆังใบใหญ่ที่สุดในโลก ที่ยังคงสภาพดีเยื่ยม กับพระเจดีย์ขนาดมหึมา ที่ยังสร้างไม่เสร็จอีกองค์หนึ่ง ตั้องยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของเขามัณฑะเลย์ ห่างไปกว่า 10 กิโลเมตรมิงกุน ไม่ใช่ราชธานี ที่ประทับของกษัตริย์อย่างอินน์วะ กับอมรปุระ แต่ก็มีความสำคัญในตัวเอง และมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก หมู่บ้านแห่งนี้ เข้ามาได้โดยทางน้ำเท่านั้น โดยจะมีเรือ อกจากมัณฑะเลย์ทุกวัน และใช้เวลาเดินทาง ราวหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคุณไม่ได้โดยสารเรือกลไฟเยาวดี จากมัณฑะเลย์มายังปะกั่น อย่างน้อย ก็น่าจะลองนั่งเรือ สำหรับการเดินทาง ในช่วงนี้ดู จะได้ชมวิถีชีวิต ของชาวบ้านบนลำน้ำสายนี้ จากมยิตจีนากับปะเต่งลงมายังย่างกุ้ง เมืองมิงกุน "เจดีย์ยักษ์มิงกุน"เจดีย์องค์นี้ถ้าสร้างสำเร็จก็จะมีความสูงถึงราว 165 เมตร และจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่ สุดในประเทศพม่า อย่างไรก็ดีเมื่อพระเจ้าปะดุงสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2362 เจดีย์องค์นี้ก็ถูกทอดทิ้งไม่มีการสร้าง คงเหลือไว้เป็นกองอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากนั้นชม "ระฆังยักษ์มิงกุน" ซึ่งพระเจ้าปะดุงทรงสร้างไว้ เป็นระฆังสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า น้ำหนักประมาณ 90 ตัน ระฆังนี้สูง 4 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ปากกว้างราว 5 เมตร นับว่าเป็นระฆังที่แขวนอยู่ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก

พระเจดีย์สินพยุเม ซึ่งพระเจ้าพะคยีดอทรางสร้างใน พ.ศ. 2359 ก่อนที่จะเสด็จขึ้นเสวยราชย์ เจดีย์องค์นี้เปรียบเสมือนพระเจดีย์จุฬามณีซึ่งตั้งอยู่เหนือเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิในพุทธศาสนา พระเจ้าพะคยีดอทรงสร้างอุทิศแด่พระชายาคือ เจ้าหญิงสินพยุเมที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว แม้จะถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว แต่ก็ได้รับการซ่อมแซมและปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาพดี มัณฑะเลย์ เคยเป็นราชธานีของเขตพม่าบน แต่กลับมีอายุเก่าแก่ ไม่ถึง 150 ปี ดี และเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เมือง ของพม่าที่ยังคง ใช้ชื่อเดิมเรื่อยมาโดยไม่มีการเปลี่ยนคำเรียกหาแต่อย่างใด ชื่อ มัณฑะเลย์ ฟังดูเก่าแก่โบราณพอๆ กับ แม่น้ำเอยาวดี (อิระวดี) ที่ทอดสาย ไหลเอื่อยผ่านตัวเมืองแห่งนี้ เสน่ห์ของมัณฑะเลย์ อยู่ที่การเป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของ พระราชวงศ์พม่า หมู่สถูปเจดีย์ ที่มีให้เห็นอยู่ทั่ว ทุกหนทุกแห่ง และผู้คนที่มีชีวิตชีวา เปี่ยมไปด้วย น้ำใจไมตร มัณฑะเลย์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงย่างกุ้ง ห่างขึ้นมา 620 กิโลเมตร และอยู่สูง เหนือระดับน้ำทะเล 80 เมตร ชาวพม่าถือว่า สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ของพม่า คือมัณฑะเลย์ใจกลางเมืองมี ตลาดเซโจ เป็นศูนย์กลาง การค้า ในเขตพม่าบนช่างฝีมือของที่นี่ ผลิตงานฝีมือตามวิธีโบราณ ด้วยทอง เงิน หินอ่อน กับสิ่ว เส้นด้าย และหูกทอผ้า สองฝั่งน้ำเอยาวดี มีท่าเรือคั่นอยู่เป็นระยะ เรือขนข้าวขึ้นล่องผ่านไปมา ไม่ขาดสาย มัณฑะเลย์ เคยเป็นราชธานีของเขตพม่าบน แต่กลับมีอายุเก่าแก่ไม่ถึง 150 ปีดี และเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เมืองของพม่า ที่ยังคง ใช้ชื่อเดิมเรื่อยมาโดยไม่มีการเปลี่ยนคำเรียกแต่อย่างใด ชื่อมัณฑะเลย์ ฟังดูเก่าแก่โบราณพอๆ กับแม่น้ำเอยาวดี (อิระวดี) ที่ทอดสายไหลเอื่อยผ่านตัวเมืองแห่งนี้ เสน่ห์ของมัณฑะเลย์ อยู่ที่การเป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของพระราชวงศ์พม่า

หมู่สถูป -เจดีย์ที่มีให้เห็นอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง และผู้คนที่มีชีวิตชีวาเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ไมตรีมัณฑะเลย์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงย่างกุ้ง ห่างขึ้นมา 620 กิโลเมตร และอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 80 เมตร ชาวพม่าถือว่าสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนา ทั้งในอดีตและปัจจุบันของพม่าคือมัณฑะเลย์ ใจกลางเมืองมี ตลาดเซโจ เป็นศูนย์กลางการค้าในเขตพม่าบน ช่างฝีมือของที่นี่ ผลิตงานฝีมือตามกรรมวิธีโบราณ ด้วยทอง เงิน หินอ่อน กับสิ่ว เส้นด้าย และหูกทอผ้า สองฝั่งน้ำเอยาวดี มีท่าเรือคั่นอยู่เป็นระยะ เรือขนข้าวขึ้นล่องผ่านไปมา ไม่ขาดสาย สถานที่ท่องเที่ยวในมัณฑะเลย์เจดีย์เจาตอจี (Kyauktawgyi Pagoda ) หรือเรียกว่า วัดหินใหญ่ ภายในมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่แกะสลักจากหินอ่อนก้อนเดียว เนินเขามัณฑะเลย (Mandalay Hill ) มีความสูง 236 เมตร ซึ่งทางขึ้นเป็นบันไดที่มีหลังคาทอดตัวขึ้นสู่ยอดเขาทั้งหมด 1,729 ขั้น และศาลเล็ก ๆ ตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ มีอยู่หลายหลังที่เป็นผลงานของฤาษีอู่ขั้นตี่ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งบนยอดเขามีวิหารหลังใหญ่แห่งแรกที่บรรจุพระบรมธาตุสามองค์ ของพระพุทธเจ้าไว้ ท่านจะสามารถเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองมัณฑะเลย์ ยามอาทิตย์อัสดงได้อย่างชัดเจน สะพาน อูเป็ง ( U Bien Bridge ) เป็นสะพานที่สร้างขึ้นจากไม้สักที่นำมาจาก พระราชวังในเมืองอังวะ ที่สร้างขึ้นเมื่อ 200 กว่าปี ที่แล้วมีความยาว 1.2 ก.ม

วัดมหากันดายงค์ ( Maha Gandayon Monastery ) ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดของพม่าที่เมืองอมรปุระ ซึ่งในช่วงเพลจะมีภิกษุสงฆ์นับร้อยรูปเดินเรียงแถวด้วยอาการสำรวมเพื่อรับอาหาร

พระพุทธมหามุนี (Mahamui Pagoda ) หรือรู้จักกันในนามพระล้างหน้า ที่มีความงดงามตามศิลปกรรมพม่า ที่มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปสำริดปิดทอง ที่อย คู่บ้านคู่เมืองมาช้านานที่สร้างขึ้นราว ปี พ.ศ 2327 เป็นสถานที่ที่สำคัญรองจากพระธาตุเชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง พระราชวังมัณฑะเลย์ของพระเจ้ามินดงและกษัตริย์ สีป่อ พระเจ้าแผ่นดินองค์สุดท้าย พระราชวังมัณฑะเลย์สร้างขึ้นสมัยพระราชามินดง Mindon ราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ภายหลังจากมีสงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2395เวลานั้นเมืองหลวงอยู่ที่ อมรปุระ Amarapura ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2325 พระราชามินดงต้องการที่จะหาที่ตั้งของเมืองหลวงที่จะสร้างใหม่หลังสงครามเพราะเมืองหลวงเก่าได้ซึ่งผ่านสิ่งร้ายๆมา ประกอบกับการยึดมั่นในหลักศูนย์กลางพุทธศาสนา และพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานครบ 2,400 ปี จึงมีรับสั่งให้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็น "เมืองสีทอง" Golden City ได้ปรึกษากับพระโหราจารย์ และได้ศุภฤกษ์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 โดยได้วางศิฤาฤกษ์ และต่อมาก็ตั้งผังเมือง โดยฝั่งทางตะวันตกนั้นได้นำชีวิตมนุษย์สังเวย โดยนำชาย หญิง และเด็กจำนวน 52 ชีวิต ฝังไว้ภายใต้เสาหลักเมือง เชื่อว่าวิญญาณของคนเหล่านี้จะปกป้องคุ้มครองเมือง การก่อสร้างเมืองเสร็จสมบูรณ์ในปี 2402 รวมระยะเวลาในการสร้าง 2 ปี เมืองสร้างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส วัดได้ ประมาณ 2,030 เมตร ในแต่ละด้าน พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางจตุรัส มีกำแพงล้อมรอบโดยมีประตู 12 ด้าน ตามจักราศรีพระราชวังโดดเด่นด้วยหอสูง 78 เมตร ซึ่งตั้งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิในพุทธศาสนา หลังคาสูงเจ็ดชั้นประดับด้วยทองคำเปลว โดยได้สร้างให้สมเกียรติ กับบัลลังค์สิงโตซึ่งใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ เช่นพิธีKadaw เทิดพระเกียรติ ซึ่งจัดขึ้น 3 ครั้งต่อปี พระราชวังทั้งหมดทำจากไม้ซึ่งนำมาจากวังเดิมที่อมรปุระ พระราชวังตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเป็นรูปตามเทพนิยาย รูปดอกไม้และสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ มีหอนาฬิกาที่ทำจากไม้สักเพื่อเป็นที่สังเกตุการณ์ของทหารเพื่อระวังไฟไหม้ กษัตริย์มินดงได้สวรรค์คตในปี 2421 ต่อมาพระราชวังได้ถูกไฟไหม้วอดวาย ในปี 2488 รัฐบาลพม่าจึงได้บูรณะวังใหม

วัดชเวนันดอ (Shwenandaw) ซึ่งสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ลวดลายแกะสลักวิจิตร อ่อนช้อยทั้งหลังคา บานประตู และหน้าต่างอันเน้นรายละเอียดเกี่ยวกับพุทธประวัติ และทศชาติของพระพุทธเจ้าซึ่งความงดงามตามแบบศิลปะพม่าแท้ ๆ ภายในวัดมีพระพุทธรูปอันวิจิตรงดงามศิลปะพม่า

วัดอะตูมาชิ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน วัดนี้เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวน 114 แห่งที่สร้างขึ้นใน รัชสมัยของพระเจ้ามินดง
ตลาดเซโจ เป็นศูนย์กลางการค้าในเขตพม่าบน ช่างฝีมือของที่นี่ ผลิตงานฝีมือตามกรรมวิธีโบราณ ด้วยทอง เงิน หินอ่อน กับสิ่ว เส้นด้าย และหูกทอผ้า ข้อมูลอื่นๆ

เนปีดอร์ เมืองหลวง ( Naypyidawบางครั้งสะกดเป็น Nay Pyi Taw) มีความหมายว่า "มหาราชธานี" เป็นเมืองศูนย์กลางการบริหารของสหภาพพม่า ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัตปแว (Kyatpyae) ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเปียนมานา (Pyanmana) ในเขตมัณฑะเลย์ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาโดยรอบ
เมืองนี้เป็นเมืองเดียวของประเทศพม่าที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในขณะที่เมืองหลวงเก่าย่างกุ้งจะไฟฟ้าดับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมืองนี้อยู่ห่างย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 320 กิโลเมตรไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งทางการพม่านั้นต้องการ เมืองนี้เริ่มมีการสร้างสิ่งต่าง ๆ บ้างแล้ว เช่น อพาร์ตเมนท์ ซึ่งคนพอมีเงินที่จะมาซื้ออยู่อาศัย เริ่มมีประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่หลายหมื่นคนแต่เมืองหลวงแห่งนี้ ยังไม่มีโรงเรียน โรงพยาบาล เปรียบเสมือนเมืองทหาร ซึ่งกำลังก่อสร้างต่อไป
- คนพม่าไม่กินใบกะเพรา แต่จะกินเฉพาะใบแมงลัก ใบกะเพรานั้นพม่าถือเป็นอาหารสำหรับวัวเท่านั้น
- นักท่องเที่ยวที่มาเยือนพม่าส่วนใหญ่เดินทางโดยเครื่องบิน ลงที่สนามบินเม็งกะลาดง (Mingaladon Airport) ในย่างกุ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากย่านธุรกิจประมาณ 19 กิโลเมตร

เที่ยวบินต่างประเทศที่มีจำนวนมากที่สุดคือเที่ยวบินระหว่างย่างกุ้ง-กรุงเทพฯ สายการบินของพม่า ได้แก่ เมียนมาร์แอร์เวยส์ (Myanmar Airways) นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป ส่วนใหญ่นิยมเดินทางเข้าพม่าโดยผ่านกรุงเทพฯ จะสะดวกที่สุด

ข้อแนะนำพิเศษ: ทางการพม่าได้กำหนดไว้ว่าห้ามชาวต่างชาติเดินทางไปยังบางเมืองหรือบางพื้นที่ หากนักท่องเที่ยวประสงค์ที่จะเดินทางไปเมืองที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวของพม่า ควรเช็คข้อมูลให้ดีก่อน
- ภายในกรุงย่างกุ้ง มีทั้งรถประจำทางและรถแท็กซี่ไว้คอยบริการ อย่างไรก็ตามคนขับรถแท็กซี่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และราคาจะขึ้นอยู่กับการต่อรองกับคนขับรถเนื่องจากรถแท็กซี่ไม่มีมิเตอร์
- ดอกไม้ประจำประเทศพม่า คือ ดอกประดู่
- ความเป็นอยู่ในพม่า มีความสะดวกเฉพาะอยู่ในกรุงย่างกุ้งและเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้นในกรุงย่างกุ้งมีโรงแรมชั้นดีได้มาตรฐานหลายแห่ง สำหรับผู้ที่จะไปอยู่เพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจมีที่พักให้เลือกทั้งบ้านเช่า หรือ Serviced apartment การอยู่อพาร์ทเมนท์มีข้อดีในแง่ที่ผู้เช่าไม่ต้องกังวลปัญหาไฟฟ้าและน้ำประปา แต่ค่าเช่าค่อนข้างสูง ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคในกรุงย่างกุ้งหาซื้อได้ทั่วไป โดยมีสินค้าที่นำเข้าจากไทยหลายอย่างและในกรุงย่างกุ้งมีร้านอาหารไทยหลายร้าน

กด like Fanpage ติดตามโปรโมชั่น

ช่องทางติดต่อ

nexttripholiday77      LINE - nexttrip11      LINE - nexttrip22      LINE - nexttrip33      LINE - nexttrip44      LINE - nexttrip55      LINE - nexttrip66
Shape
YOUTNTAFBTWI

Our Gallery

All Gallery

 

About Us

เน็กซ์ ทริป ฮอลิเดย์ เรามีประสบการณ์ในด้านการทำทัวร์ที่เน้นคุณภาพ ราคาประหยัด  จึงทำให้มีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวนมาก จากหลากหลายช่องทาง ราคาทัวร์ที่ถูกกว่าในท้องตลาดทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปกับเราได้อย่างสุขสบาย  ในเส้นทางเกาหลี  ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  เส้นทางยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

More

รับโปรโมชั่น !!

Terms and Conditions