• Font size:
  • Decrease
  • Reset
  • Increase

ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว: 11/07440

Wednesday, 30 September 2015 13:16

ท่องเที่ยวโอซาก้า (Osaka)

Written by 
Rate this item
(0 votes)

เมืองโอซะกะ ( โอซาก้า ) ( Osaka )


จังหวัดโอซะกะ หรือ จังหวัดโอซาก้า (「大阪府」, Ōsaka-fu, 大阪府?) เป็นส่วมหนึ่งของเขตแดนคันไซ ภูมิภาคคิงกิ เกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น มีเมืองหลวงคือเมืองโอซะกะ
เมืองโอซะกะ หรือ โอซากา (「大阪市」, Ōsaka-shi, 大阪市?) เป็นเมืองเอกของจังหวัดโอซะกะ และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นได้
จัดตั้งให้เป็นหนึ่งในหลายเมืองของประเทศที่มีเขต การปกครองรูปแบบพิเศษ เมืองโอซะกะมีประชากรทั้งหมดประมาณ 2.7 ล้านคน แต่ในช่วงเวลาทำงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้าน
คน ซึ่งเป็นรองเพียงแต่โตเกียวเท่านั้น โอซะกะตั้งอยู่ในเขตคันไซ บนเกาะฮอนชู บริเวณปากแม่น้ำโยะโดะ อ่าวโอซะกะ และทะเลเซะโตะ

Layer 11 copy

OSAKA FOR BEGINNERSโอซาก้าคือสถานที่แบบไหนกันนะ

Where is Osaka

โอซาก้าตั้งอยู่บนเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่และอยู่ตรงกลางสุดของประเทศ โอซาก้าได้รับสถาปนาเป็นเมือง (City) และเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นตั้งแต่ค.ศ.1889 มีประชากร 2.6 ล้านคน ในเนื้อที่ทั้งหมดรวม 221 ตารางกิโลเมตร สำหรับจังหวัดโอซาก้า (Osaka Prefecture) นั้นมีเมืองในการปกครองรวม 42 เมือง รวมทั้งเมืองโอซาก้า (Osaka City) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่และสำคัญที่สุด มีพลเมืองรวมทั้งสิ้น 8.8 ล้านคน บนเนื้อที่รวม 1,890 ตารางกิโลเมตร ถึงแม้ว่าโอซาก้าจะเป็นจังหวัดที่เล็กเป็นที่สองของญี่ปุ่นในด้านขนาดก็ตาม แต่สำหรับด้านประชากรแล้ว ถือว่ามีประชากรจำนวนร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากเป็นที่สองรองลงมาจากมหานครโตเกียว เอกลักษณ์สำคัญด้านประชากรอีกประการหนึ่งของโอซาก้าคือ ประชากรร้อยละ 15.56 เป็นชาวต่างชาติGDP (ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ) ของโอซาก้ามีค่าเท่ากับร้อยละ 18.9 ของ GDP ประเทศ หรือเท่ากับว่าขนาดเศรษฐกิจของโอซาก้านั้นใหญ่เป็นที่สองของประเทศ หรือเทียบเท่ากับขนาดเศรษฐกิจของฮ่องกง หรือประเทศไทยทั้งประเทศ

ย่าน ช้อปปิ้งโอซาก้า (Osaka Shopping Area)

เรามาดูย่านดัง ย่าน ช้อปปิ้งโอซาก้า กันครับ ย่านดังที่เลือกสรรเป็นสวรรค์ของคนชอบ กิน เที่ยว ช้อป
ได้แก่ ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) , โดทงบุริ (Dotonburi), นัมบะ (Namba), Den Den Town, ชินเสะไก
(Shinsekai) ลองมาดูกันทีละย่านครับ

ชินไซบาชิ (Shinsaibashi)
เป็นศูนย์กลางการ shopping ที่ใหญ่ที่สุดของ Osaka อยู่ในเขตการปกครองโชกุ (Chuo-ku) ครอบคลุมพื้นที่ในบริเวณ Shinsaibashi-suji
พื้นที่ ชินไซบาชินี้ถูกตั้งชื่อตามสะพานข้ามคลองนากาโอริกาวะ (Nagahori-gawa) เมื่อสมัยก่อน ที่สร้างโดยพ่อค้าในแถบนั้น ซึ่งมีการตั้งร้านค้า
มากมาย ไม่ต่างกับปัจจุบัน จนทำให้เขตนี้เป็นเขตของคนที่รัก การช้อปปิ้งในโอซาก้า ในปัจจุบันคลองดังกล่าว ได้ถูกเปลี่ยนเป็นถนน และเขตชิน
ไซบาชิ ก็ยังเป็นเป็นศูนย์กลางของการช้อปปิ้งของโอซาก้า ตลอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นทั้งย่านการค้า และศูนย์รวม Shopping Arcade
ในถนนบริเวณชินไซบาชิ  ร้านค้าในแถบนั้นก็ได้แก่ Apple Store, Armani, Beams, Benneton, BVLGARI, Camera Naniwa, Cartier, Chanel,
Coach, Crysta Nagahori, Daimaru, Diesel, Dior, Dolce & Gabbana, Dunhill, Fendi, Fendi, Franck , Muller, Gap, Giorgio Armani, Givenchy,
Gucci, H&M, Harry Winston, Hermès, Louis Vuitton, Omega, OPA, Rolex, Samantha Thavasa, Shinsaibashi-suji Shopping Arcade, Ships,
Sinsaibashi ZERO GATE, Tokyu Hands, Uniqlo, United Arrows, Versace, Vivienne Westwood, Yves Saint-Laurent

SHINSAIBASHI SUJI SHOPPING ARCADE-630x362

โดทงบุริ (Dotonburi)

ตั้งอยู่ทางใต้ของ Shinsaibashi Area เป็นเขตที่วัยรุ่นนิยมมาเที่ยวกัน และนักแสวงหาอาหารการกินจะมารวมกันที่นี่  สัญลักษณ์อันโดดเด่น
ได้แก่ ร้านค้าที่มีปูยักษ์ (Kani Doraku) อยู่บนหลังคา และป้ายไฟโฆษณาริมคลองอันโด่งดังของกูลิโกะ  ในโซนนี้จะมีทั้งร้านค้า ร้านขาย
ขนมเล็กๆน้อยๆ ร้านอาหารมากมายให้เลือกชิม ร้านทาโกะยากิอร่อยๆก็มีให้ชิมได้ที่ร้าน Otakoya ราเม็งมังกรทองอันโด่งดังที่ร้าน
Kinryu Ramen ภัตราคาร Zubora-ya ที่มีปลาปักเป้าเป็นสัญลักษณ์ก็ดีไม่ใช่น้อย  ย่านโดทงบุริ ไม่ใช่แค่เพิ่งมาเป็นที่นิยม แต่ย่านนี้เป็นที่
นิยมมาตั้งแต่กว่า 100 ปีมาแล้ว และยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน

DOTONBURI GULICO-630x445

นัมบะ (Namba)

เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางใต้ ของโอซาก้า หรืออีกชื่อหนึ่งเราอาจจะเรียกว่า โซนมินามิ โซนนี้จะเป็น โซนที่ถัดมาทางใต้ จากโซนโดทงบุริ มีการสร้างศูนย์รวม
สรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Namba Park ขึ้นโดยการรวมเอาร้านค้า ชื่อดังกว่า 120 ร้านค้า และร้านอาหารมากมาย ให้บริการกันอย่างคับคั่ง นอกจากนั้นยังมีพื้น
ที่สีเขียว ที่เป็นสวนสาธารนะกันให้เราได้พักผ่อนกันอีกด้วย

NAMBA PARK-630x409


นิปปอนบาชิ (Nipponbashi) หรือที่เราเรียกกันว่า Den Den Town

 

เป็นศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น การ์ตูน DVD ต่างๆ มากมาย หรือถ้าเทียบกับโตเกียวแล้ว ที่นี่ก็คือ อากิฮาบาระ (Akihabara)
แห่งโอซาก้านั่นเอง Den Den Town นี้ตั้งอยู่บนถนนซาไกสุจิ (Sakai-Suji) ทั้งสองฝั่งของถนนจะมี ร้านรวงมากมาย ให้ได้เลือกสรรสินค้ากัน แฟนการ์ตูน เกมส์
และสินค้าไฮเทค ที่มาเที่ยวโอซาก้า ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

DENDEN TOWN-630x419

ชินเสะไก (Shinsekai) Shin = ใหม่ , Sekai = โลก (รวมกันได้เป็น โลกใหม่)

ตั้งอยู่ทางใต้ถัดลงมาจาก Den Den Town มีสัญลักษณ์อันโดดเด่นคือ หอคอย สึเทนคาคุ (Tsutenkaku) ตั้งโดดเด่นเป็นศูนย์กลางของเขต ชินเสะไก
ในเขตนี้มีทีเด็ดก็คือ เป็นแหล่ง Shopping ที่รวมรวมของท้องถิ่นราคาถูก ไม่เน้นสินค้าแบรนด์เนม และในบริเวณใกล้เคียง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง
สวนเทนโนจิ (Tennoji Park) สวนสัตว์เทนโนจิ (Tennoji Zoo)

SHINSEKAI TSUTENKAKU-630x429

เทศกาลประจำฤดูร้อน OSAKA

TenjinMatsuriFestival-thumb-2756x1837-20712

เทศกาลประจำฤดูร้อนของศาล Osaka Temmangu จัดขึ้นเป็นประจำ ทุกวันที่ 24 และ 25 กรกฏาคมทุกปี เพื่อรำลึกถึงเทพเจ้าของศาล ซึ่งมีนามว่า
Sugawara No Michizane มีประวัติมากว่า 1,050 ปีมาแล้ว โดยในเช้าวันที่ 24 ผู้คนในชุดแต่งกายโบราณพร้อมพระของศาลจะยกกระบวนแห่เพื่อนำ
หอกของพระเจ้าไป ลอยที่แม่น้ำในเมือง (Hoko Nagashi Shinji) เมื่อหอกลอยไปที่ใด ให้ถือว่าจุดนั้นเป็นที่ๆคณะศิษยานุศิษย์จะพากันร้องรำทำเพลง
แห่บกและแห่ เรือในเย็นวันรุ่งขึ้น เพื่อนำวิญญาณของเทพเจ้าไปเยี่ยมชมตามที่ต่างๆซึ่งศิษยานุศิษย์ตั้งบ้าน เรือนอยู่ วันที่ 24 ถือเป็นวันเนาว์ สถานที่จัด
เทศกาลหลักคือที่ศาล โดยจะมีการแห่กลองยักษ์ (Moyoshidaiko)ไปรอบๆเมือง และมีคณะศิษยานุศิษย์สลับกันแบกเกี้ยว หรือคณะสิงโต การละเล่น
หลายต่อหลายชุดเข้าๆออกๆที่ศาลไปจนถึงค่ำวัน ส่วนในวันที่ 25 ซึ่งเป็นวันจริงนั้น ช่วงบ่ายจะมีการอัญเชิญวิญญานเทพเจ้าประทับราชยานออกไปจาก
ศาล (Shinrei Igyo-sai) แห่ไปพร้อมกับกระบวนม้า กลอง รถเข็นดันจิริ กระบวนผู้ติดตามจำนวนราว 3,000 คน (Rikutogyo) ไปสิ้นสุดที่ริมแม่น้ำโอกาว่า
ก่อนที่จะแยกย้ายกันถ่ายเทลงเรือทั้งคนทั้งกลองยักษ์ หรือเกี๊ยว และราชยาน รวมเป็นจำนวนเรือราว 100 ลำล่องตามลำแม่น้ำกว่า 4 กิโลเมตร (Funatogyo)
ร้องรำทำเพลงกันไปตลอด ราว 2 ทุ่มเศษก็จะทยอยจุดพลุจำนวนราว 5,000 ดอกขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางผู้ชมสองฝั่งแม่น้ำกว่า 2 ล้านคน เทศกาล Tenjin Matsuri
ถือเป็นหนึ่งในสามเทศกาลยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นด้วย ท่านที่มีโอกาสมาเยือนโอซาก้าในช่วงนี้ ไม่ควรพลาดการเข้าร่วมชมกระบวนแห่ทั้งบกและเรือข้างต้น

หมายกำหนดการ วันที่ 24-25 เดือนกรกฏาคมของทุกปี
สถานที ศาลเจ้า Osaka Tenmangu 〒530-0041 2-1-8 Tenjinbashi, Kita-ku, Osaka City
ค่าผ่านประตู ไม่เสียค่าเข้าชม

สวนสาธารณะ Nakanoshima-koen เป็นสถานที่ถ่ายรูปอีกที่นึงที่ไป

เวลาทำการ เปิดตลอดเวลา

naak01-thumb-1000x664-20873

สวนสาธารณะริมน้ำ ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ Dojima และแม่น้ำ Tosabori เป็นที่รู้จักกันดีของชาวเมืองในฐานะ Oasis ใจกลางโอซาก้าที่เต็มไปด้วยความเขียว
ขจีของแมกไม้ มีความยาวประมาณ 1.6ก.ม. มีพื้นที่ 10.6 เฮกเตอร์ Nakanoshima-koen เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของเมืองโอซาก้า สร้างขึ้นในปี 1891
มีบริการเบียร์การ์เด้นและค้อฟฟี่ช้อปแห่งแรกของเมือง และยังเป็นที่พักผ่อนของชาวเมืองอีกด้วย ร้านอาหารในอดีตที่ขึ้นชื่อเช่นร้านอาหารยุโรป "Ginsuiro"
และร้านอาหารญี่ปุ่น "Seikaro" ด้านหลังสวนเป็นหอประชุมโอซาก้าซึ่งอดีตเคยมีโรงละคร Noh ชื่อ Suiryu แสดง Noh แบบ Kongo ประจำ และมีโรงแรม
"Jiyutei" ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งเดียวในโอซาก้าที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับชาวต่างชาติ ติดกับโรงแรมมีบ่อน้ำพุร้อน Naniwa นับได้ว่าเป็นสวนที่มีความ
สะดวกสบายเพียบพร้อมทุกอย่างในยุคนั้น ปัจจุบันภายในสวนมีสวนกุหลาบราว 100 ชนิดรวมกว่า 4,000 ต้น จะสวยงามมากในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจน
ถึงกลางเดือนตุลาคม ช่วงปลายปีมีการจัดงานแสงเสียงภายในสวน มีผู้คนมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก ในบริเวณมีอาคารสไตล์ย้อนยุคเช่น หอประชุมโอซาก้า
ห้องสมุด Nakanoshima ตั้งเรียงราย ทำให้เป็นทัศนียภาพที่สวยงามจนได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ทัศนัยภาพอันงดงามของโอซาก้า

สวนสาธารณะ Osakajo-koen
เวลาทำการ เปิดทุกวัน

jokoen-thumb-399x397-20133

สวนสาธารณะ Osakajo-koen เป็นสวนขนาดใหญ่มีพื้นที่ทั้งหมด 105.6 เฮกเตอร์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโอซาก้า ภายในสวนนอกจาก
จะมีสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์อย่างหอคอยปราสาทโอซาก้า แล้ว ยังมีสวน Nishinomaru-teien ที่สามารถชมความงามของซากุระ
ประมาณ 600 ต้น รวมถึงจุดชมวิวที่สามารถเพลิดเพลินกับดอกไม้ในแต่ละฤดูกาล อาทิ สวนบ๊วยที่มีดอกบ๊วยราว 100 ชนิด จำนวนกว่า 1,270 ต้น
บานสะพรั่ง นอกจากนี้ยังมีการจัดคอนเสิร์ตที่หอดุริยางคศิลป์ หรือ Osakajo Hall อยู่เป็นประจำ มีสนามกีฬา เช่น สนามยิงธนู สนาม Shudo-kan
สำหรับฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้แบบญี่ปุ่นต่างๆ อยู่ภายในด้วย บางครั้งยังมีกิจกรรมเช่น การออกร้านขายต้นไม้ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
งานแสงเสียงเพื่อชมความงามยามค่ำคืนของซากุระในสวน Nishinomaru-teien เป็นต้น

สวนสาธารณะ Tennoji

เวลาทำการ 9.30-17.00 น. ทุกวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของเดือนพ.ค.และ ก.ย. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของเดือน ก.ค. และ ส.ค. สวนจะเปิดให้บริการจนถึง 20.00 *ไม่ว่าจะเป็นช่วงเดือนใดก็ตาม
ต้องเข้าชมก่อนสวนปิด 30 นาที

tennoujikoen-thumb-982x669-20897

สวนสาธารณะที่มีประวัติยาวนาน เปิดให้บริการเมื่อปี 1909 ในพื้นที่กว่า 28.2 เฮกเตอร์นั้นประกอบไปด้วย
Keitaku-en หรือสวนญี่ปุ่นงดงามของตระกูล Sumitomo ในอดีต Chausuyama หรือสุสานของตระกูลผู้มีอำนาจในยุคโบราณ หอศิลปะของเทศบาลเมืองโอซาก้า และสวนสัตว์ Tennoji เป็นต้น สวน Tennoji เป็นสวนสาธารณะที่ได้รับการปรับปรุงหลังจากมีการจัดงานแสดงสินค้า Tennoji ในปี 1987 อุดมไปด้วยน้ำและต้นไม้ ท่านสามารถเพลิดเพลินกับแปลงดอกไม้ ลำธาร ลานน้ำ ซุ้มโค้งดอกกุหลาบ เรือนกระจกเพาะพันธุ์พืช และอาคารวิดีทัศน์ (Multi-image Theatre) ในแต่ละฤดูกาลยังมีนิทรรศการ งานอีเวนต์ต่างๆเช่น งานแสดงต้นบอนไซ งานประกวดดอกเบญจมาศ หรือ การจัดแสดงต้นคริสต์มาส นอกจากนี้ บริเวณด้านข้างของประตู Tennoji ยังเป็นที่ให้คำแนะนำเรื่องดอกไม้และต้นไม้ด้วย

สถานที่ กิน ดื่ม เที่ยวที่โอซาก้า

img wineanddineosaka02

อิ่มอร่อยที่ "ครัวของประเทศ"

เชื่อกันว่าการที่คนโอซาก้ายิ้มแย้มแจ่มใสและดูมีน้ำใจกว่าคนในภูมิภาค อื่นๆของประเทศนั้น มาจากการที่พวกเขากินแต่อาหารอร่อยๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยความที่โอซาก้าเป็นเมืองชายทะเลและยังเป็นท่าเรือการค้าระหว่างประเทศมา แต่เนิ่นนานแล้ว ทำให้วัสดุสำหรับประกอบอาหารถูกลำเลียงมาขึ้นที่นี่ และได้ถูกแปรมาเป็นอาหารรสเลิศจากฝีมือพ่อครัวชั้นนำ จนเป็นที่มาของชื่อที่ว่า "Kuidaore" หรือเมืองแห่งการกิน

ไปหาอะไรทานที่ "Kuidaore" เมืองแห่งการกิน

คำว่า "Kuidaore" ตามพจนานุกรมนั้น มีความหมายว่า "กินจนหมดเนื้อหมดตัว" แต่สำหรับคนโอซาก้าแล้ว คำดังกล่าวหมายความว่า "บรรจงกินแต่อาหารที่เอร็ดอร่อยจริงๆ" พ่อครัวชาวโอซาก้าจะภูมิใจในการปรุงแต่งและประดิษฐ์อาหารของตนด้วยการเลือก สรรวัสดุที่มีคุณภาพเป็นหลัก เช่นเดียวกับชาวเมืองซึ่งเป็นผู้บริโภคทั่วไปเองก็จู้จี้เรื่องกินมาก ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อกันว่า ร้านอาหารใดที่สามารถประกอบกิจการในโอซาก้าอย่างต่อเนื่องได้ ร้านนั้นๆย่อมมีฝีมือในการปรุงอาหารดีทีเดียว
เมื่อท่านไปหาอาหารประเภทต่างๆทานในทุกๆแห่งของโอซาก้า ไม่ว่าอาหารญี่ปุ่น อาหารนานาชาติ หรืออาหารจานสะดวก ท่านจะไม่ผิดหวังกับรสชาติของมันเลย

นอกจากนั้น สนนราคาของอาหารที่นี่ยังมีให้เลือกได้หลายๆแบบ ตั้งแต่ถูกสุดๆไปจนถึงแพงสุดๆ ร้านอาหารสำหรับครอบครัวที่มีเมนูสำหรับเด็กเป็นพิเศษ ร้านก๋วยเตี๋ยวราเมง Café Restaurant หรือร้านยืนทานตามสถานีรถไฟ หรือสำหรับท่านที่รีบเร่ง ร้านอาหารฟาสต์ฟูต หรือร้านกาแฟในเครือจากอเมริกา รวมทั้งร้านสะดวกซื้อซึ่งมีปิ่นโตและขนมปังวางขายมากมายก็เป็นอีกทางเลือก หนึ่ง สำหรับท่านที่เป็นคอกาแฟ แนะนำให้ลองจิบกาแฟตามค้อฟฟี่ช้อปเล็กๆ (Kissaten) ในโอซาก้าดูสักครั้ง ราคาไม่ผิดกับร้านสตาร์คบัคส์เท่าใด แต่บรรยากาศเงียบๆ ถ้วยกาแฟที่ใช้ และรสชาติกาแฟแท้ๆจะช่วยทำให้ท่านหายเหนื่อยได้เป็นอย่างดีหลังจากเดิน เที่ยวจนเหนื่อยแหล่งที่มีร้านอาหารเรียงรายอยู่มากมายได้แก่ บริเวณ Kita และ Minamiโดยเฉพาะแถว Dotombori ตั้งแต่แถวหน้าสถานีไปตามอาเขตการค้า ชั้นล่างและชั้นบนของห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย ศูนย์การค้าใต้ดินทั่วไป สนนราคาก็แล้วแต่ความหรูหราของร้าน แทบทุกร้านจะมีอาหารพลาสติคเหมือนของจริงประดับอยู่ที่ตู้โชว์หน้าร้าน

นักท่องเที่ยวสามารถสั่งอาหารด้วยการชื้ โดยไม่ต้องใช้ภาษาได้เลย ราคาอาหารแทบทุกร้านจะรวมราคาภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วยในตัวแล้ว แต่สำหรับในโรงแรมหรือภัตตาคารสุดหรู อาจมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม หลังรับประทานอาหารเสร็จ นักท่องเที่ยวต้องนำบิลล์ที่พนักงานนำมามอบให้ที่โต๊ะไปชำระเงินที่ เคาวน์เตอร์ด้านหน้า ก่อนที่จะออกจากร้านไป ภัตตาคารหรูๆรับเครคิตการ์ต แต่ร้านเล็กๆต้องชำระเป็นเงินสดอย่างเดียว บางร้าน ลูกค้าต้องซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติหน้าร้านก่อน

ร้านอาหารประเภทต่างๆในโอซาก้า

นอกจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปแล้ว ในโอซาก้ายังมีร้านอาหารฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน จีน เกาหลี เสปน อินเดีย และไทย ฯลฯ อยู่ทุกแห่งหนใจกลางเมือง บางร้านมีเชฟที่มาจากประเทศนั้นๆ และบางร้านโดยเฉพาะร้านฝรั่งเศสและอิตาเลี่ยน ส่วนใหญ่เป็นเชฟชาวญี่ปุ่นที่ไปเรียนทำอาหารมาจากประเทศนั้นๆโดยตรงบ้าง และแทบทุกคนยังจบการศึกษารับประกาศนัยบัตรจากโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนอาชีวะแห่งแรกทางด้านอาหารที่เปิดขึ้นในญี่ปุ่นด้วย

ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ต

คนญี่ปุ่นนิยมนำปิ่นโตไปทานที่โรงเรียนหรือที่ทำงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุนี้ตามแผงขายของในสถานีรถไฟ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย จึงมีปิ่นโตสารพัดแบบวางขายในราคาย่อมเยา

หรือท่านที่ต้องการลองยืนทานแบบรวดเร็วตามสไตล์ญี่ปุ่นก็สามารถแวะเข้าไป ตามร้านก๋วยเตี๋ยวโซบะบนแพลตฟอร์มรถไฟที่สถานีใหญ่ๆ หรือร้านเหล้าที่มีโอเดง (ผักและลูกชิ้นตุ๋น) หรือ Kuchi-katsu (ผัก ปลา กุ้ง เนื้อเสียบไม้ชุบขนมปังทอด)

แผงขายอาหารราคาถูกเช่นก๋วยเตี๋ยวราเมงร้อนๆมักเปิดจากช่วงเย็นไปแล้ว สำหรับท่านที่ต้องการทานซูชิราคาไม่แพง เชิญที่ Kaiten Sushi ซึ่งเป็นซูชิที่มาตามสายพานหยิบเฉพาะชนิดที่ต้องการได้ โดยพนักงานร้านจะคิดราคาตามจำนวนจานที่ทาน ซูชิแบบสายพานนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นที่โอซาก้า

wad07

ค้อฟฟี่ช้อป

ค้อฟฟี้ช้อปที่อยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น รวมทั้งโอซาก้า รู้จักกันในภาษาญี่ปุ่นว่า "Kissaten" นักธุรกิจญี่ปุ่นนิยมนัดคุยกับลูกค้าที่ค้อฟฟี่ช้อป พนักงานบริษัทเองก็นิยมหาเวลาพักผ่อนหลังอาหารกลางวันที่ค้อฟฟี่ช้อป เพียงกาแฟถ้วยเดียว ท่านสามารถนั่งพักได้เป็นชั่วโมงทีเดียว ค้อฟฟี่ช้อปมีชื่อเสียงในโอซาก้าบางแห่งผลิตกาแฟสำเร็จรูปสูตรพิเศษวางขาย เองด้วย พวกเขาจะภูมิใจในรสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟที่เสิร์ฟให้กับลูกค้า เพราะรูปรสที่แตกต่างกับร้านกาแฟสาขาทั่วไป

แต่สำหรับท่านที่ต้องการกาแฟสตาร์บัคส์หรือกาแฟธรรมดาทั่วไป ก็มีร้านเปิดบริการตามหน้าสถานีและอาเขตการค้าทั่วเมือง

wad06

Tachi-nomi

Tachi-nomi เป็นร้านสำหรับบรรดาคอเหล้าหลังเลิกงานแล้วแวะดื่มสักจีบสองจิบก่อนกลับบ้าน แปลตรงๆเป็นภาษาไทยได้ว่า "ร้านยืนดื่ม" ข้างในร้านมีเคาวน์เตอร์สำหรับพนักงานเตรียมเหล้าและอาหารแคบๆ มีม่านสั้นๆแขวนบอกชื่อร้านไว้ด้านหน้า ลูกค้าก็เพียงเข้าไปยืนที่หน้าเคาวน์เตอร์ยาวๆ โผล่หัวไปใต้ม่านสั่งอาหารยืนทาน บางคนที่ทนความเมื่อยได้อาจยืนนานหน่อย แต่ปกติแล้ว เนื่องจากทั้งเหล้าและอาหารมีราคาไม่สูงนัก ลูกค้ามักจะออกไปหลังดื่มกินได้สัก 3-40 นาทีเท่านั้น ผลัดเปลี่ยนให้คอเหล้ารายใหม่เขามาเสียบแทน

wad08

เมนูแนะนำของโอซาก้า

จากการที่โอซาก้าเป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นท่าเรือสำคัญระหว่างประเทศ ทำให้มีสินค้าจากที่ต่างๆทั้งในและนอกประเทศถูกลำเลียงมาขึ้นบกที่นี่มากมาย หนึ่งในสินค้าสำคัญดังกล่าวได้แก่สาหร่าย Kombu จากฮอกไกโด ซึ่งเป็นสาหร่ายขนาดใหญ่ในกลางทะเลลึกเหมาะสำหรับสกัดทำน้ำซุป อาหารดั้งเดิมที่ถือกำเนิดในโอซาก้าแทบทุกชนิดมีสูตรที่ใช้ Kombu เป็นวัสดุในการสกัดน้ำซุปแทบทั้งนั้น

อาหารที่ลือชื่อและใช้ Kombu เป็นวัสดุได้แก่ Tako-yaki, Okonomiyaki, Kitsune-udon ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ใช้แป้งเป็นส่วนผสมหลัก นอกจากรสชาติที่ถูกปากนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว ราคายังเบาอีกด้วย ส่วนอาหารหรูที่เป็นที่นิยมของชาวโอซาก้ามากที่สุด โดยเฉพาะในฤดูหนาวคือ Tecchiri หรือปลาปักเป้าหม้อดิน (จริงๆต้องบอกว่าหม้อแสตนเลสมากกว่า)

ลองมาดูกันว่าอาหารเหล่านั้นเป็นอะไรกันบ้าง

 OSAKA DIALECTภาษาถิ่นโอซาก้า

สำเนียงพูดที่เป็นเอกลักษณ์
ภาษาพูดที่เป็นภาษามาตราฐานของญี่ปุ่นคือภาษาที่ผู้คนในกรุงโตเกียวและ ผู้คนทั่วประเทศใช้พูดคุยในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม แทบทุกภูมิภาคของญี่ปุ่นต่างก็มีภาษาถิ่นของตนเองทั้งนั้น สำหรับชาวโอซาก้ามีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่เรียกกันว่า "Osaka Ben" ซึ่งมีศัพท์และสำเนียงเฉพาะใช้กันอย่างกว้างขวางในภูมิภาคคันไซ (ภาคตะวันตกของประเทศ)

OsakaDialect01

Ookini(おおきに)

หมายความว่า "ขอบคุณ" หรือ "Ariigato" ในภาษามาตราฐาน คนโอซาก้านิยมจบประโยคหรือการสนทนาด้วยคำว่า "Ookini" อยู่บ่อยๆ เพราะคำดังกล่าวช่วยสร้างความนุ่มนวลและความรู้สึกที่ดีต่อกันได้

เดิมที "Ookini" มาจากคำว่า "Ooi-ni" ซึ่งหมายความว่า "มากๆ" เช่น "Ookini Arigato" หรือ "ขอบคุณมากๆ" "Ookini Gokurosan" หรือ "เหนื่อยมากซินะ" แต่นานวันเข้า จึงค่อยๆหดสั้นเข้าเหลือเป็นคำๆเดียวว่า "Ookini" ในบรรดาศัพท์ในภาษาถิ่นของโอซาก้าหลายๆคำ คำว่า "Ookini" จะถูกใช้บ่อยมาก เช่นเมื่อเวลาเจ้าของร้านอาหารส่งแขกกลับหลังจากรับเงินค่าอาหารแล้ว หรือในกรณีที่ต้องการขอโทษเมื่อรู้สึกว่าตนได้ทำอะไรเป็นที่ไม่พอใจของฝ่าย ตรงข้าม คนโอซาก้าก็จะใช้คำพูดว่า "Ookini Sumahen" (ขอโทษนะ) พ่อค้าแม่ค้าชาวโอซาก้าชอบพูดว่า "Ookini Kangae Tokimasu"(อีอ ขอบคุณ คิดดูก่อนนะ) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว หมายความว่าเขากำลังปฏิเสธข้อตกลงกับคุณอยู่อย่างละมุนละไมนั่นเอง

OsakaDialect02

Nambo(なんぼ)

"Nambo" เป็นภาษาถิ่นอีกคำหนึ่งที่ท่านจะได้ยินชาวโอซาก้าพูดเป็นประจำ หมายความว่า "เท่าไร" หรือ "O-Ikura Desu Ka" ในภาษามาตราฐาน เวลาคนโอซาก้าพูดคำนี้ มักจะลากเสียงยาวๆตรงคำหลังว่า "Chotto Kore Nan Bo? " (พี่ๆ ไอ้นี่เท่าไรเล่อะ?) พร้อมมือชี้ไปที่สินค้าที่ตนต้องการ เมื่อพนักงานร้านมาถามไถ่ว่าต้องการอะไร

และคล้ายๆกับคนไทยตรงที่คนโอซาก้าชอบต่อราคาสินค้า โดยใช้คำเดียวกันนี้ว่า "Otchan, kore nambo ni shite kurerun? " (ลุงๆ ไอ้นี่จะคิดเท่าไรเล่อะ?) หรือหมายความว่า "ลุงอย่าบอกผ่านนะ" ตามตลาดสดหรือร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าย่าน Nipponbashi บ่อยครั้งที่ลูกค้าจะต่อราคากับพนักงานขาย ซึ่งก็มักจะได้รับลดราว 1,000-2,000 เยน แต่ถ้ามาเจอคนไทยต่อ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนโอซาก้าจะสู้ได้หรือไม่

OsakaDialect03

Shaa-nai(しゃあない)

"Shaa-nai" นั้นอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ช่วยไม่ได้จริงๆ" หรือ "อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด" ซึ่งผู้พูดเองก็ค่อนข้างลำบากใจกับการยอมรับสถานการณ์นั้นๆ เช่นในอดีต เมื่อนักรบมีชื่อของโอซาก้าเช่น Kutsunoki Masashige หรือ Sanada Yukimura ต้องถอยไปปักหลักสู้บนขุนเขาและท้ายสุดต้องพ่ายแพ้ทั้งๆที่รู้ล่วงหน้าแล้ว ว่าไม่มีทางชนะ เขาทั้งสองคงอยู่ในสภาพความรู้สึกว่า "Shaa-nai" จำต้องสู้ด้วยสปิริตของนักรบจนถึงที่สุด

โดยปกติ คนโอซาก้าเป็นคนร่าเริง ชอบคุยสนุกขบขันและมีน้ำใจต่อผู้อื่นทั้งหญิงและชาย แต่ในยามขับขัน ก็สามารถรวบรวมพลังต่อสู้กับอุปสรรคได้ ในยามที่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำหรือรู้ว่าทำแล้วก็ไม่ได้ดังหวังก็ตาม พวกเขาจะพูดว่า "Shaa-nai Yaruka?" (จะเอาไงก็เอากัน)

OsakaDialect04

Bochi-bochi(ぼちぼち)

"Bochi-bochi" มักจะเป็นคำตอบที่มาพร้อมกับคำถามว่า "Mokari-makka? " ซึ่งหากแปลตรงตัวก็จะได้ความหมายว่า "เป็นไง รายได้ดีไหม? " และทุกครั้งคำตอบก็จะเป็นว่า "ก็เรื่อยๆ" เนื่องจากโอซาก้าเป็นเมืองที่ผู้คนทำการค้ากันมาก ผู้คนจึงทักทายกันด้วยสภาพเศรษฐกิจเป็นนิจสิน แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขายก็ตาม ก็นิยมทักทายกันด้วยคำพูดข้างต้น ซึ่งหมายความง่ายๆว่า "เป็นไง สบายดีหรือ? " และคำตอบก็คือ "เรื่อยๆ" คล้ายๆคนไทยนั่นเอง ซึ่งถ้าจะให้พูดเป็นสไตล์โอซาก้ามากๆ ก็ต้องตอบว่า " Bochi-bochi denna" (ก็เรื่อยๆนะแหล่ะ)

คำว่า "Bochi-bochi"นี้ ถ้าจะอธิบายตามหลักภาษาศาสตร์แล้ว เป็นคำที่มาจากคำว่า "Botsu-botsu" ในภาษามาตราฐาน หมายความว่า "ทีละนิดๆ" ไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นกระทันหัน คนโอซาก้าจะใช้คำว่า "Bochi-bochi" ในความรู้สึกที่ว่า ค่อยๆทำ ไม่ต้องลงแรงหรือตั้งอกตั้งใจมาก "Hona Bochi-bochi ikoka?" (เอาล่ะ ได้ฤกษ์ไปกันได้แล้วมั้ง?)

คนโอซาก้ามักมีจังหวะการคิดการทำที่ไม่ยืดยาดและก็ไม่เร่งรีบ ดังคำศัพท์ "Bochi-bochi" นี้ฉันใดฉันนั้น

Maido(まいど)

Maido(まいど)

"Maido" เป็นศัพท์อีกคำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยๆในหมู่พ่อค้าชาวโอซาก้า ย่อมาจาก "Maido Domo" หมายความว่า "ขอบคุณทุกครั้งที่มาอุดหนุน" พนักงานร้านค้ามักจะใช้ทักทายกับลูกค้าประจำด้วยคำพูดข้างต้นนี้บ่อยๆ ปกติ คนญี่ปุ่นแทบทุกบ้านมักจะสั่งข้าวสารหรือเหล้าเบียร์จากร้านค้าใกล้ๆซึ่ง เป็นลูกค้าประจำกัน เมื่อพนักงานร้านนำของมาส่งให้ที่บ้าน ก็มักจะกดกริ่งแล้วเดินเข้าไปเองอย่างคุ้นเคย ปากพลางส่งเสียงบอกเจ้าของบ้านว่า "Maido Domo" ในกรณีนั้น จะหมายความว่า "หวัดดีคร้าบ ผมเอาของมาส่งให้แล้วน้า" อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใช้คำ "Maido" นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

SPRING เทศกาลต่างๆใน OSAKA ช่วงฤดูใบผลิ

เมื่อดอกท้อที่บานสะพรั่งร่วงโรยไปในราวกลางเดือนมีนาคม การแข่งขันซูโม่ประจำฤดูใบไม้ผลิ (Haru Basho) ก็จะเริ่มขึ้นติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สนามยิมเนเซียมโอซาก้าจะถูกแปลงเป็นเวทีแข่งขันซูโม่ ธงประจำค่ายสีสดใสปลิวไสวที่หน้าสนามสื่อให้ทราบว่าการแข่งขันกำลังจะเริ่ม ขึ้นแล้ว ในช่วงเวลานี้ ท่านอาจมีโอกาสได้เห็นเหล่านักมวยปล้ำซูโม่ในชุดกิโมโนเดินขวักไขว่ปะปนอยู่ ตามท้องถนนของเมืองด้วย

ในปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับดอกซากุระที่เริ่มผลิบานเป็นนิมิตหมายของ ฤดูใบไม้ผลิได้หลายๆแห่ง เช่นที่สวน Nishinomaru Teien ในสวนสาธารณะ Osaka-jo Koen หรือที่สวนสาธารณะ Nagai Koen ที่สวน Yodogawa Riverside Park ที่โรงกษาปณ์ Zohei-kyoku ซึ่งมีต้นซากุระหลายร้อยต้นเรียงรายอยู่สองข้างทางเสมือนดังอุโมงค์ซากุระ และที่ริมแม่น้ำโอกาว่า ใกล้ๆ Nakanoshima ในยามที่ดอกซากุระกำลังบานนั้น ชาวญี่ปุ่นจะพาลูกหลานหรือเพื่อนฝูงมาปูเสื่อ พร้อมดื่มกินร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานใต้ต้นซากุระ ว่ากันว่า Toyotomi Hideyoshi เจ้าเมืองโอซาก้าก็โปรดปรานการชมซากุระเอามากๆ ทัศนียภาพเวลาซากุระบานเต็มเมืองโอซาก้า เมื่อมองจากชั้นบนของปราสาทในอดีตกาล คงงดงามจับใจเจ้าเมืองเป็นอย่างมาก

spring

วัด Dainenbutsu-ji

Manbu Oneri เป็นพิธีทางศาสนาที่สำคัญที่สุดของวัด Dainenbutsu-ji ซึ่งเน้นการสวดมนต์เป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 1-5 พฤษภาคมของทุกปี ในพิธีดังกล่าว พระสงฆ์จำนวน 25 รูปจะสรวมหน้ากากและเครื่องทรงเป็นพระโพธิสัตว์เดินออกมาตามระเบียง พร้อมกับเสียงกลองและฆ้องโบราณดังกระหึ่ม ต่อจากนั้นจึงนำดอกไม้ไปถวายที่พระประธานในโบสถ์ การแสดงดังกล่าวเป็นการสื่อความหมายเสมือนพระโพธิสัตว์เดินทางมารับดวง วิญญาณของผู้ที่ใกล้หมดอายุ นำไปหาพระอมิตตา หรือพระพุทธเจ้าในสรวงสวรรค์ ทำให้ผู้คนคลายกังวลจากความตายได้ นอกจากความงดงามและความเอิกเกริกของพิธีแล้ว ทุกๆวันจะมีพระจำนวนมากพร้อมกันสวดเสียงกระหึ่มทั่วลานวัด สร้างบรรยากาศที่ขลังดูศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ วัด Dainenbutsu-ji เป็นวัดเก่าแก่มีประวัติมาตั้งแต่ค.ศ.1127 ตั้งอยู่ที่อำเภอ Hirano ทางชานเมืองโอซาก้า บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม จึงยังมีบ้านเรือนเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งอยู่ มากมาย

manbu-thumb-3024x2016-20397


Read 4076 times Last modified on Wednesday, 30 September 2015 17:00

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated. HTML code is not allowed.

กด like Fanpage ติดตามโปรโมชั่น

ช่องทางติดต่อ

nexttripholiday77      LINE - nexttrip11      LINE - nexttrip22      LINE - nexttrip33      LINE - nexttrip44      LINE - nexttrip55      LINE - nexttrip66
Shape
YOUTNTAFBTWI

Our Gallery

All Gallery

 

About Us

เน็กซ์ ทริป ฮอลิเดย์ เรามีประสบการณ์ในด้านการทำทัวร์ที่เน้นคุณภาพ ราคาประหยัด  จึงทำให้มีลูกค้าที่ใช้บริการจำนวนมาก จากหลากหลายช่องทาง ราคาทัวร์ที่ถูกกว่าในท้องตลาดทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปกับเราได้อย่างสุขสบาย  ในเส้นทางเกาหลี  ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น  เส้นทางยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

More

รับโปรโมชั่น !!

Terms and Conditions